ชาวมุสลิมโรฮิงญาหลายร้อยคนจะอุ้มลูกหลานและขนข้าวของที่จำเป็นมาที่ชายฝั่งแม่น้ำนาฟในหมู่บ้านลองดอน ประเทศเมียนมาร์ หวังข้ามฝั่งไปยังบังกลาเทศ เพื่อหนีเหตุรุนแรงที่เกิดขึ้นหลังกลุ่มติดอาวุธมุสลิมบุกโจมตีด่านความมั่นคงในรัฐยะไข่ เมื่อวันที่ 25 สิงหาคมที่ผ่านมา จนถึงตอนนี้ มีชาวโรฮิงญาที่ลี้ภัยเข้าไปยังบังกลาเทศแล้ว 146,000 คน
ที่แม่น้ำนาฟแห่งนี้ มีเรือข้ามฟากเล็กๆ ให้บริการเพียง 2 ลำ ซึ่งแน่นอนว่าแน่นขนัดเต็มความจุ ขณะที่หลายคนทนรอไม่ไหวก็ยอมเสี่ยงว่ายข้ามแม่น้ำ ทำให้หลายคนจมน้ำเสียชีวิต โดยที่หมายปลายทางของชาวโรฮิงญาเหล่านี้อยู่ที่ค่ายผู้ลี้ภัยในเมืองค็อกซ์บาซาร์ของบังกลาเทศ ซึ่งปัจจุบันก็มีผู้อพยพชาวโรฮิงญาอาศัยอยู่แล้วหลายแสนคน
ด้านองค์การระหว่างประเทศเพื่อการโยกย้ายถิ่นฐาน หรือ IOM ระบุว่า จากสถานการณ์ในตอนนี้ จะต้องมีการเพิ่มความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมอย่างเร่งด่วน ซึ่งตอนนี้ทาง IOM และหน่วยงานที่เป็นพันธมิตรยังขาดเงินทุนราว 18 ล้านดอลลาร์ เพื่อรองรับการให้ความช่วยเหลือชาวโรฮิงญาที่อพยพเข้ามาใหม่ในช่วง 3 เดือนข้างหน้า
ขณะเดียวกัน ประธานาธิบดีเรเซป ทายยิป แอร์โดอัน ของตุรกี ซึ่งเมื่อวานนี้ได้โทรศัพท์หารือกับนางอองซาน ซูจี ที่ปรึกษาแห่งรัฐของเมียนมาร์ ได้กล่าวระหว่างการประชุมพรรคที่กรุงอังการาว่าจะส่งสิ่งของบรรเทาทุกข์ 1 หมื่นตัน ไปยังค่ายผู้อพยพเพื่อช่วยเหลือชาวโรฮิงญา
ด้านสำนักงานที่ปรึกษาแห่งรัฐของนางอองซาน ซูจี ก็ได้ออกแถลงการณ์เกี่ยวกับสถานการณ์ความไม่สงบในรัฐยะไข่ฉบับล่าสุด โดยยืนยันว่า กองทัพเมียนมาร์ได้ปฏิบัติหน้าที่อย่างเต็มที่ในการปกป้องประชาชนทุกคน พร้อมระบุว่า ข่าวเหตุการณ์รุนแรงในรัฐยะไข่ในตอนนี้ เป็นข้อมูลเท็จที่ปล่อยออกมาโดยกลุ่มก่อการร้ายเพราะต้องการให้เกิดปัญหาระหว่างหลายๆประเทศ เพื่อเป็นผลประโยชน์ของกลุ่ม
อย่างไรก็ตามแถลงการณ์ครั้งนี้ นางซูจี ยังคงไม่ได้เอ่ยถึงผู้ลี้ภัยชาวโรฮิงญาโดยตรง ซึ่งเป็นจุดที่นางซูจี ถูกวิพากษ์วิจารณ์จากชาติตะวันตกมาโดยตลอดว่า ไม่ออกมาปกป้องชนกลุ่มน้อยโรฮิงญา ขณะที่ในตอนนี้ ก็เริ่มมีกลุ่มเคลื่อนไหวเรียกร้องให้มีการริบรางวัลโนเบลสันติภาพที่นางซูจีได้รับเมื่อปี 1991 ในฐานะนักต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย คืนด้วย
REUTERS