ผู้สื่อข่าวรายงานว่า กรมสรรพสามิต คาดการณ์ราคาสินค้าขายปลีกตามท้องตลาด ที่อาจปรับตัวสูงขึ้น หลังประกาศใช้กฎหมายภาษีฉบับใหม่ ส่วนใหญ่เป็นสินค้าประเภทเครื่องดื่ม ซึ่งรวมทั้งเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ และเครื่องดื่มที่มีน้ำตาลเป็นส่วนผสม โดยน้ำอัดลมทุกประเภท จะเพิ่มราคาขึ้น 13 สตางค์ – 50 สตางค์ แต่น้ำอัดลม ที่ไม่มีน้ำตาลเป็นส่วนผสม จะลดราคาลง ประมาณ 25 สตางค์ เพื่อต้องการให้ประชาชนลดจำนวนบริโภคน้ำตาลลง, เครื่องดื่มบำรุงกำลัง เพิ่มขึ้น 30 สตางค์ – 90 สตางค์, น้ำผักผลไม้ เพิ่มขึ้น ประมาณ 50 สตางค์, ชาเขียว เพิ่มขึ้น 1– 2 บาท และกาแฟ เพิ่มขึ้นประมาณ 1.35 บาท
ขณะที่ เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ประเภทเบียร์ทั่วไป แบบกระป๋อง ราคา เพิ่มขึ้น 50 สตางค์ แบบขวด เพิ่มขึ้นประมาณ 2 บาท ส่วนเบียร์ ระดับพรีเมี่ยม มีแนวโน้มถูกลง เพราะโครงสร้างภาษีกำหนดให้เสียภาษีน้อยลง เหล้าสี ขนาด 700 ซีซี หากมีปริมาณแอลกอฮอล์ 28 ดีกรี ปรับขึ้น 8 บาท ส่วนประเภท 40 ดีกรี เพิ่มขึ้น 30 บาท สุราขาว เพิ่มขึ้น 84 สตางค์ – 3 บาท 49 สตางค์ สุรากลั่นในประเทศ เพิ่ม 8-13 บาท ส่วนนำเข้า เพิ่ม 3-26 บาท ไวน์ ที่มีราคาสูงกว่า 1000 บาท เพิ่มขึ้น 110 บาท และไวน์ ที่มีราคาต่ำกว่า 1000 บาทมีแนวโน้มลดลง 20-25 บาท
ส่วนบุหรี่ ราคาต่ำกว่า 60 บาทต่อซอง ปรับเพิ่ม 4-15 บาทต่อซอง ส่วนบุหรี่ที่มีราคามากกว่า 60 บาทขึ้นไปต่อซอง ปรับเพิ่ม ประมาณ 2-10 บาทต่อซอง โดยการปรับโครงสร้างจัดเก็บภาษีของกรมสรรพสามิตครั้งนี้ แบ่งออกเป็น 3 กลุ่ม คือ กลุ่มสินค้าฟุ่มเฟือย กลุ่มสินค้ากระทบกับสิ่งแวดล้อม และกลุ่มสินค้าบาป โดยเน้นไปที่สินค้าทำลายสุขภาพ และมีภาษีใหม่ เช่น การเก็บภาษีจากค่าความหวาน ซึ่งการคำนวณภาษีเปลี่ยนฐานคำนวณภาษีจากราคาหน้าโรงงานอุตสาหกรรม และราคานำเข้าซีไอเอฟ มาเป็นราคาขายปลีกแนะนำ เพื่อปรับลดอัตราภาษีแต่ละสินค้าให้เกิดความสมดุล
อธิบดีกรมสรรพสามิต ยืนยันว่า กาปรับโครงสร้างภาษี รอบใหม่นี้ จะไม่กระทบผู้ประกอบการ และผู้บริโภค แต่การปรับครั้งนี้เพื่อต้องการสร้างราคาที่เหมาะสมกับตลาด ส่วนผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบจะเป็นกลุ่มที่ไม่เคยถูกเก็บภาษีมาก่อน การเก็บภาษีรอบใหม่นี้ กรมสรรพาสามิต คาfการณ์ว่า จะมีรายได้เพิ่มขึ้นจากเดิม กว่า 10,000 ล้านบาท