สื่อต่างประเทศสำนักต่างๆ เผยแพร่ภาพภายในห้องพักของสตีเฟน แพดด็อก บนชั้น 32 ของโรงแรมมัณฑะเลย์เบย์ ซึ่งเผยให้เห็นอาวุธปืนจำนวนหนึ่ง รวมถึงขาตั้ง ซองกระสุน และค้อนที่คาดว่าคนร้ายใช้ทุบกระจกหน้าต่างก่อนจะกราดยิงลงมากลางงานคอนเสิร์ต
( อ่านข่าว : พบปืน 23 กระบอกในห้องพักมือปืนสังหารหมู่ลาสเวกัส )
แม้ว่าทางการสหรัฐฯ จะยังไม่เปิดเผยว่าอาวุธปืนที่ตรวจค้นพบนั้นเป็นชนิดใดบ้าง แต่จากเสียงปืนในคลิปวิดีโอที่เผยแพร่ออกมา รวมถึงข้อมูลจากตำรวจที่ระบุว่าเสียงปืนที่คนร้ายยิงดังอยู่นาน 9 - 11นาที ทำให้เชื่อได้ว่าเป็นปืนที่ยิงรัวได้แบบอัตโนมัติ
อย่างไรก็ตาม แม้ปืนที่ก่อเหตุจะยิงรัวได้ ก็ไม่ได้ความว่าจะเป็นปืนกลหรือปืนอัตโนมัติ เพราะกฎหมายสหรัฐฯ ห้ามซื้อขายปืนกล (ตั้งแต่ปี 1986) โดย นายแซม ราบาดี อดีตเจ้าหน้าที่พิเศษของสำนักงานแอลกอฮอล์ ยาสูบ อาวุธ และวัตถุระเบิด ของสหรัฐฯ (ATF) ได้บอกกับสำนักข่าว CNN ว่า นายแพดด็อกอาจจะใช้ปืนกึ่งอัตโนมัติซึ่งหาซื้อได้โดยไม่ผิดกฎหมาย และใช้อุปกรณ์เสริมปรับแต่งให้สามารถยิงเลียนแบบปืนอัตโนมัติได้
หนึ่งในอุปกรณ์ที่ว่าก็คือ พานท้ายดัดแปลง (bump stock) ซึ่งทำให้จากเดิมเวลายิงปืนกึ่งอัตโนมัติ ต้องเหนี่ยวไกทุกครั้ง สามารถยิงต่อเนื่องได้คล้ายกับปืนกลด้วยการเหนี่ยวไกเพียงครั้งเดียว (อัตราการยิง 400-800 นัด ต่อนาที)
พานท้ายดัดแปลงนี้ เป็นอุปกรณ์ที่ไม่ผิดกฎหมาย และหาซื้อได้จากผู้ผลิตหรือผ่านทางอินเทอร์เน็ต ในราคาระหว่าง 3,300 ถึง 5,300 บาท
ผู้เชี่ยวชาญด้านปืนบอกว่า พานท้ายดัดแปลงเป็นของเล่นใหม่ที่ฮิตในกลุ่มคนที่คลั่งไคล้อาวุธปืน ที่มักจะโพสต์คลิปผลงานลงบนยูทูป แต่ไม่ใช่อุปกรณ์ที่นักเล่นปืนจริงจังที่ต้องการความแม่นยำ นิยมใช้
ทั้งนี้ สำนักข่าวเอพี รายงานอ้างแหล่งข่าวตำรวจว่า มีการพบพานท้ายดัดแปลงอย่างน้อย 2 ชิ้น ในห้องพักโรงแรมของนายแพดด็อก แต่ไม่ทราบแน่ชัดว่าถูกใช้ในการก่อเหตุหรือไม่ ขณะที่ เว็บไซต์บอสตันนิวส์ รายงานว่า เจ้าหน้าที่ทางการสหรัฐฯ ระบุว่า ในจำนวนปืนของคนร้ายที่พบ มี 12 กระบอก มีอุปกรณ์ดัดแปลงที่ทำให้ยิงได้เหมือนปืนกลติดอยู่
กม.สหรัฐเอื้อประโยชน์ให้ซื้อปืนได้ง่าย
กฏหมายและข้อบังคับการซื้ออาวุธปืนในประเทศสหรัฐอเมริกา ขึ้นอยู่กับกฏหมายในแต่ละรัฐ บางรัฐก็ซื้อขายยากกว่ารัฐอื่นๆ ทั้งขั้นตอนในกระบวนการตรวจสอบ ขอหลักฐานประกอบการซื้อต่างๆ แต่สำหรับภาพรวมแล้วถือว่าซื้อได้ง่ายมาก จากทั้งหมด 50 รัฐมี 36 รัฐ ที่ไม่มีข้อบังคับทางกฎหมายทั้งสำหรับการลงทะเบียนปืนที่ซื้อมา หรือการแสดงใบอนุญาตในการซื้อขายแต่ละครั้ง
เนื่องจากกฏหมายสหรัฐฯ เปิดทางให้ประชาชนซื้อขายอาวุธกันอย่างง่ายดาย เพราะมาตราที่สองในรัฐธรรมนูญบัญญัติไว้ว่า “สิทธิในการครอบครองอาวุธของประชาชนจะต้องไม่ถูกละเมิด”
โดยเฉพาะใน 36 รัฐที่การควบคุมค่อนข้างหลวม ประชาชนสามารถซื้อปืนได้แทบทุกที่ ไม่ว่าจะเป็นตามร้านขายปืน ร้ายขายอุปกรณ์ล่าสัตว์ ตามงานแสดงสินค้า และผ่านช่องทางออนไลน์
อาวุธปืนส่วนใหญ่จึงไม่ได้รับการจดทะเบียน ตัวเลขจากหน่วยงานวิจัยรัฐสภาสหรัฐฯ ในปี 2012 ระบุว่าทั่วประเทศประชาชนมีอาวุธปืนไว้ในครอบครองไม่ต่ำกว่า 310 ล้านกระบอก ขณะที่ปืนที่มีการจดทะเบียนมีเพียงแค่ไม่กี่ล้านกระบอกเท่านั้น
ที่รัฐเนวาดา ประชาชนสามารถซื้ออาวุธปืนได้โดยไม่ต้องแสดงใบอนุญาตครอบครอง และไม่จำเป็นต้องนำอาวุธปืนที่ซื้อไปขึ้นทะเบียน และแต่ล่ะครั้งก็ซื้อปืนได้ไม่จำกัดจำนวน
สามารถพกพาปืนได้อย่างเปิดเผย แต่ต้องมีใบอนุญาต นอกจากจะซื้อปืนง่ายแล้ว ยังมีพวกร้านศูนย์บันเทิงที่จัดกิจกรรมเกี่ยวกับปืนด้วย ไม่ว่าจะเป็นสนามยิงปืน ที่อนุญาตให้เด็กตั้งแต่อายุ 12 ปีขึ้นไปได้มาลองยิงปืน ซึ่งก็มีให้เลือกหลายรุ่นหลายแบบ ตั้งแต่ปืนพกไปถึงปืน มินิกัน ก็มี
อิทธิพล “สมาคมปืน” เหนือการเมืองสหรัฐ
ทุกครั้งที่เกิดเหตุรุนแรงที่เกี่ยวข้องกับการใช้อาวุธปืนก่อเหตุในสหรัฐ มักจะมีเสียงเรียกร้องตามมาคือ ขอให้รัฐบาลทบทวนกฎหมายครอบครองปืนให้เข้มงวดขึ้น แต่ก็ไม่เคยประสบความสำเร็จ เหตุผลส่วนหนึ่งคือสมาคมปืนแห่งชาติ ที่ว่ากันว่า มีอิทธิพลเหนือนักการเมือง
สมาคมปืนแห่งชาติของสหรัฐ “National Rifle Association : NRA” เป็นองค์กรเอกชน ก่อตั้งขึ้นมาโดยกลุ่มคนที่นิยมอาวุธปืน และเริ่มเข้ามามีอิทธิพลในวงการเมืองของสหรัฐ หลังจากให้เงินทุนสนับสนุนนักการเมือง ทั้งระดับท้องถิ่นและระดับชาติ
ที่ผ่านมาเมื่อเกิดเหตุรุนแรง หรือการฆาตกรรมที่เกี่ยวข้องกับปืน ประชาชนส่วนใหญ่ก็ออกมาเรียกร้องให้นักการเมืองในสภา ปฏิรูปกฏหมายการถือครองปืนให้เข้มงวดยิ่งขึ้น แต่หลายยุคหลายสมัยที่ผ่านมา ไม่ว่าพรรคไหนจะเป็นรัฐบาล ก็ไม่สามารถแก้ไขกฏหมายข้อนี้ได้เลย เพราะสมาคมปืนคือบ่อเงินบ่อทองที่นักการเมืองทั้งหลายเกรงใจ
นอกจากจะสามารถควบคุมนักการเมืองบางส่วนได้แล้ว ทาง NRA แทบจะไม่เคยออกมาแสดงความรับผิดชอบหรือกล่าวโทษตัวเองเลยว่า เหตุร้ายที่เกิดขึ้น เป็นเพราะคนหาซื้อปืนได้ง่ายๆ แต่กลับบอกว่า ถ้าพลเมืองดีมีปืนก็จะสามารถยิงต่อสู้กับคนร้ายได้
อีกหนึ่งสิ่งที่ NRA มักจะทำเป็นประจำก็คือ การทำตัวเป็นทองไม่รู้ร้อน เมื่อเกิดเหตุกราดยิงกันขึ้น บางครั้งก็ออกมาแสดงความเสียใจ หลังเหตุการณ์ผ่านไปแล้วหลายวันหรือเป็นสัปดาห์ แต่ทุกครั้งไม่เคยพูดเลยว่า “ปืน” คือต้นเหตุ
ตร.สหรัฐฯพุ่งเป้าสอบสวนแฟนมือกราดยิงลาสเวกัส
แมรีลูว์ แดนลีย์ หญิงชาวออสเตรเลีย วัย 62 ปี ซึ่งคาดว่าเป็นแฟนของนายสตีเฟ่น แพดด็อก มือกราดยิงลาสเวกัส เดินทางกลับจากประเทศฟิลิปปินส์ถึงท่าอากาศยานนครลอสแองเจลิสแล้วตั้งแต่เมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมา ตามเวลาประเทศไทย โดยมีเจ้าหน้าที่เอฟบีไอมารอรับตัวไปสอบปากคำทันที
ทีมสอบสวนเชื่อว่า คำให้การของเธอน่าจะเป็นกุญแจสำคัญที่จะช่วยไขปริศนาแรงจูงใจในการก่อเหตุครั้งนี้ เนื่องจากมีรายงานว่านายแพดด็อกได้ใช้ชื่อและเอกสารของแฟนในการเข้าพักที่โรงแรมมัณฑะเลย์ เบย์ เมื่อวันที่ 28 ก.ย. ที่ผ่านมา นอกจากนี้ เจ้าหน้าที่ยังพบข้อมูลว่า ก่อนเกิดเหตุไม่กี่วัน นายแพดด็อกได้โอนเงินกว่า 1 แสนดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 3.4 ล้านบาทไปยังบัญชีของแฟนที่ประเทศฟิลิปปินส์ด้วย แต่เชื่อว่าน่าจะเป็นเบี้ยประกันชีวิตมากกว่า
จากการตรวจสอบประวัติเบื้องต้น นางแดนลีย์เคยทำงานในคาสิโน ทำให้เขาได้พบกับนายแพดด็อก ก่อนที่ทั้งสองจะย้ายมาอาศัยอยู่ด้วยกัน
ส่วนเบาะแสและความคืบหน้าอื่นๆ ล่าสุด เจ้าหน้าที่ตำรวจสรุปว่าระยะเวลาที่คนร้ายยิงปืนก่อเหตุน่าจะอยู่ที่ประมาณ 9-11 นาที นอกจากนี้ ตำรวจยังพบว่าคนร้ายแอบติดกล้องสอดแนมทั้งในและโดยรอบห้องพัก เชื่อว่าเอาไว้สำหรับดูความเคลื่อนไหวและเฝ้าระวังตำรวจ จึงทำให้มั่นใจได้ว่ามีการเตรียมการวางแผนมาอย่างดี
เจ้าหน้าที่เชื่อว่านายแพดด็อกสะสมอาวุธปืนมานานกว่า 20 ปีแล้ว โดยจากการตรวจค้นห้องพักโรงแรมและบ้านพักอีก 2 แห่งของเขา พบอาวุธปืนแล้วทั้งสิ้น 49 กระบอก ทั้งหมดซื้อมาอย่างถูกต้องและตรวจสอบได้จากรัฐเนวาดา ยูทาห์ แคลิฟอร์เนีย และเท็กซัส
ล่าสุด สำนักงานตำรวจลาสเวกัสได้เปิดเผยภาพจากกล้องบอดี้แคมของเจ้าหน้าที่ โดยเจ้าหน้าที่คนดังกล่าวเข้าไปช่วยประชาชนฝ่าดงกระสุนในช่วงที่เกิดเหตุ