ภารกิจการวิ่งของ อาทิวราห์ คงมาลัย หรือ “ตูน บอดี้สแลม” ผ่านไปเพียง 6 วัน แต่สภาพร่างของของตูนอาจไม่พร้อมเท่าใจของเขาที่จะมุ่งมั่นในการวิ่งไปจนถึงปลายทาง ภายในระยะเวลา 55 วัน นั่นก็คืออาการบาดเจ็บที่เกิดขึ้นบริเวณหลังและขา และมีภาพของตูนล้มทั้งยืน ยิ่งทำให้ผู้เชี่ยวชาญด้านการวิ่ง และนักกายภาพบำบัด ต้องออกมาเตือน
“มนัสวีร์ สันทนานุการ” นักกายภาพบำบัด เปิดเผยในรายการเป็นเรื่องเป็นข่าว ว่า ภารกิจการวิ่งของ “ตูน บอดี้สแลม” ถือเป็นการวิ่งที่ค่อนข้างโหดสำหรับมนุษย์คนหนึ่ง ที่ไม่ได้เป็นนักกีฬาอาชีพ เมื่อเปรียบเทียบกับคนปกติที่ใช้งานร่างกายทุกวัน เช่นนั่งทำงานทุกวัน ยังมีอาการปวดเมื่อย อาการบาดเจ็บได้ แล้วคุณตูน ต้องวิ่งเป็นระยะทาง 40-50 กิโลเมตรทุกๆวัน หรือวันพักหยุดแทนที่จะได้นอนพักผ่อนเต็มที่ก็ยังต้องมีกิจกรรมอย่างอื่นอีก ซึ่งเป็นการใช้ร่างกายที่หนักมาก แต่สิ่งที่เขาตั้งใจไว้ หากหลายคนทราบถึงความตั้งใจของเขาจริงๆ ก็ไม่ใช่เรื่องที่น่าตกใจ ที่เขาจะกำหนดระยะทางวิ่งขนาดนี้ แต่ทุกคนที่ได้ทราบข่าวก็เป็นห่วงอยู่ลึกๆ และเอาใจช่วย
“ในมุมของนักกายภาพบำบัด เป็นห่วงเรื่องการพักผ่อน การฟื้นตัว เพราะการใช้งานร่างกายที่หนัก โดยการจะเกิดอาการบาดเจ็บได้ มาจากใช้งานหนัก และใช้งานหนัก ซึ่งคุณตูนใช้ทั้งสองอย่าง รวมทั้งเวลาในการพักผ่อนก็น้อย แต่ด้วยใจที่มุ่งมั่นในการจะทำให้สำเร็จ ซึ่งการวิ่งแบบนี้แม้แต่นักกีฬามืออาชีพก็อาจจะทำได้ยากกับภารกิจนี้ แต่ไม่ยากเกินกว่าคนๆหนึ่งจะทำได้ การวิ่งในลักษณะนี้จำเป็นต้องมีการเตรียมตัว ทั้งร่างกายภายในและภายใน ส่วนเรื่องจิตใจ เรื่องความมุ่งมั่น แต่อย่าลืมว่าร่างกายที่ไม่พร้อมหรือไม่ดีทำให้จิตใจแย่ลงได้เหมือนกัน ”
ขณะที่จังหวะการล้มลงไปนั่งอยู่ที่พื้นในระหว่างการเซลฟี่กับประชาชนที่มารอให้กำลังใจนั้น นักกายภาพบำบัด รายนี้มองว่า จุดนี้อาการบาดเจ็บเกิดขึ้นแน่นอน แม้กระทั่งยืนยังไม่ไหว ทำให้ตอนนี้คุณตูนมีอาการบาดเจ็บแน่ๆ “แต่การ “เซลฟี่” ไม่ได้ทำให้เกิดอาการบาดเจ็บ แต่ท่าทางในการเซลฟี่ต่างหากที่ทำให้ได้รับบาดเจ็บ” จะเห็นว่าคุณตูนไม่ได้ยืนเฉยๆ ให้คนอื่นถ่ายรูป แต่คุณตูนเป็นคนถือกล้องมาเซลฟี่เอง ทั้งย่อ ยกมือ เพื่อให้คลุมคนได้มากที่สุด หรือต้องเงื้อมือรอ ซึ่งท่าทางเหล่านี้ไม่ได้ทำในธรรมชาติ ไม่ได้ซ้อมมา คุณตูนทำซ้ำๆ ทุกวัน ก็เข้าการใช้งานร่างกายหนักและร่างกายนาน
หลังจากมีอาการบาดเจ็บเกิดขึ้น “มนัสวีร์” บอกว่า ก็ไม่ใช่เรื่องง่ายๆ ที่จะฟื้นตัวได้ทันที ถึงแม้คุณตูนจะแข็งแรงมาก แต่มีอาการบาดเจ็บถึงขั้นยืนไม่ไหวแล้ว ก็ค่อนข้างรุนแรง แต่ทีมที่ติดตามไปด้วยมีทั้งทีมแพทย์ โค้ชการวิ่ง ก็คอยดูแลอยู่แล้ว แต่เบื้องต้นก็ต้องคอยดูแลในระยะสั้น เพื่อให้คุณตูนหายเจ็บเพื่อให้วิ่งได้ต่อไป ลดอาการปวด ลดการอักเสบ อาการกล้ามเนื้ออักเสบให้เร็วที่สุด รวมทั้งการดูแลในระยะยาว ตอนนี้คิดว่าคุณตูนก็ต้องฝืนอาการบาดเจ็บพอสมควร
“เชื่อว่าคุณตูนจะสามารถไปถึงจุดหมายได้ แต่สิ่งที่ห่วงตอนนี้เรื่องอาการบาดเจ็บ เพราะเริ่มบาดเจ็บตั้งแต่วันแรกๆ อาการบาดเจ็บก็จะทบสะสมไปเรื่อยๆ เป็นห่วงในเรื่องการพักผ่อนเพื่อให้ร่างกายซ่อมแซมตัวเองเต็มที่ ช่วงเวลาการทำกายภาพบำบัดเพื่อช่วยลดอาการบาดเจ็บ การพักเพื่อการรับประทานอาหารอย่างเต็มที่เพื่อให้ร่างกายฟื้นตัวได้เร็วขึ้น ช่วงเวลาเหล่านี้นั้นไม่เพียงพอ แล้วยังต้องวิ่งในวันที่พัก เพราะทำระยะทางไม่ได้ตามเป้าหมาย ”
“สาธิก ธนะทักษ์” หรือ “โค้ชเป้ง” โค้ชผู้เชี่ยวชาญการวิ่ง และเป็นทีมสนับสนุนการวิ่งในครั้งนี้ บอกว่า การวิ่งในครั้งนี้ยอมรับว่าหนักสำหรับคนๆหนึ่ง แต่ไม่ใช่ว่าจะทำไม่ได้ ต่อให้เป็นนักกีฬามาราธอน หรือนักกีฬาทีมชาติ ในการซ้อมแต่ละเดือน จะวิ่งเดือนละ 600 กิโลเมตร 2 เดือนก็แค่ 1,200 กิโลเมตร ยังเทียบไม่ได้ระยะทางที่คุณตูนจะวิ่งคือ 2,191 กิโลเมตร ก่อนการวิ่งจึงจำเป็นต้องมีการวางแผนให้ดี หากมีอะไรที่ผิดแผนโอกาสก็น้อยลงที่จะประสบความสำเร็จ การวางแผนต้องคำนวณหลายๆอย่าง เช่นความชัน หรือแม้กระทั่งวิ่งเข้าเมือง อากาศที่สูดเข้ามาหายใจ ไม่เหมือนนอกเมือง เพราะมีมลพิษ อาจทำให้หายใจสั้นลง ประสิทธิภาพร่างกายลดลง หรือเส้นทางถนนของเราจะเป็นหลังเต่า การวิ่งบนถนนเอียงไปตลอดเวลา ทำให้ต้องมีการคำนวณไปตลอดเส้นทาง
ส่วนระหว่างการวิ่งมีการหยุดวิ่งกะทันหัน เพื่อจับมือประชาชน และรับเงินบริจาค รวมไปถึงการถ่ายเซลฟี่ในลักษณะนั่งและก้มเงย “โค้ชเป้ง” บอกว่า มีการคุยกับทีมงานตั้งแต่แรกว่า แค่รับบริจาค หรือตีมือ ซึ่งเป็นขั้นต่ำที่เราคาดไว้ ก็ส่งผลแล้ว เนื่องจากเวลาวิ่งคนเราต้องมีสมดุลแต่เมื่อเอื้อมมือไปตีมือทำให้สมดุลเสียไปข้างหนึ่งแล้วมันก็ต้องใช้กล้ามเนื้อส่วนอื่นๆมากขึ้น แค่ตีมือเหมือนจะไม่มีอะไร แต่ถ้าระยะทางหลายๆกิโลเมตร ก็จะส่งผลต่อร่างกายทั้งหมดรวมถึงข้อเท้าด้วย
“ทีมงานได้เก็บบทเรียนจากการวิ่งที่บางสะพานมาวิเคราะห์ ตอนนั้นคุณตูนไม่ได้วิ่งแล้วหยุดพักทุกจุดขนาดนี้ ครั้งนี้ถือว่านอกเหนือความคาดหมายและยอมรับว่าทีมงานไม่ได้วางแผนรับมือเรื่องการเซลฟี่ขนาดนี้ ตอนบางสะพานก็มีวิ่งไปเรื่อยๆ และรณรงค์ไม่ให้เซลซี่ แต่เข้าใจว่าทุกคนก็อยากเข้าใกล้ชิดคุณตูน”
โค้ชผู้เชี่ยวชาญการวิ่ง อธิบายว่า การวิ่งก็เหมือนกับการขับรถเวลาขับรถไปเรื่อยๆมันประหยัดน้ำมัน ถ้าเบรกไปมันก็เปลืองพลังงาน แต่การเบรกของการวิ่งนั้นต้องใช้กล้ามเนื้อในการเบรก แต่เริ่มวิ่งใหม่ ก็ต้องใช้กล้ามเนื้ออีกเช่นกันในการเร่ง พอเราเบรกบ่อยๆ ก็ส่งผลกับพวกข้อต่อ ในการวิ่งก็ไม่ค่อยมีการวิ่งแล้วหยุดแบบนี้เท่าไหร่ หากวิ่งแล้วหยุดยังพอมีแต่นี่ต้องไปเซลฟี่ ก็เหมือนไปต้องไปทำท่าทางที่ผิดธรรมชาติ อย่างเซลฟี่ ก็ต้องลดท่าทางเช่นนี้ให้น้อยลง
“สิ่งที่เป็นห่วงคุณตูนในการจะหยุดเขาได้ก็คืออาการบาดเจ็บ ตอนนี้เขาต้องเจอกับเวลาที่ช้าไป ทำระยะทางไม่ได้ตามที่กำหนด และการไม่ได้พักในการทำกายภาพก่อนจะวิ่งเซตใหม่ในช่วงที่หยุดพักไม่มี การรับประทานอาหารก็กินไม่ทัน เพราะคนมารอ จึงอยากให้มีเวลาพักเพื่อให้ทำกายภาพ และวิ่งเป็นระบบมากขึ้น”
ขณะที่ “พญ.สมิตดา สังขะโพธิ์” หรือ “หมอเมย์” แพทย์เวชศาสตร์ฟื้นฟู ผู้ดูแล “ตูน บอดี้สแลม” เปิดเผยว่า เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมามีประชาชนเยอะ เป็นจุดที่ทำให้ร่างกายกล้ามเนื้อใช้งานหนัก พักผ่อนน้อย เพราะต้องเดินใช้เวลามากขึ้น ระยางทางสั้นลง และเริ่มห่างจากเป้าหมายที่ตั้งไว้ตั้งแต่ต้น สร้างความกังวลให้กับคุณตูนและทีมงาน เนื่องจากเราไม่คิดว่าจะมีประชาชนมารอคุณตูนมากขนาดนี้ ทำให้เริ่มมีการสะสมการอ่อนล้าของกล้ามเนื้อ แค่ระยะทาง 10 กิโลเมตร ใช้เวลาไปประมาณ 3-4 ชั่วโมง ทำให้เกิดอาการล้าสะสม รวมทั้งกิจกรรมที่ทำระหว่างทางคือการ “เซลฟี่” หากสังเกตจากไลฟ์ จะเห็นว่าคุณตูนจะยกโทรศัพท์ค่อนข้างสูง แอ่นตัว ย่อตัว เอี้ยวตัวเพื่อให้ถ่ายได้ครบทุกคน
“คุณตูนเป็นคนที่ให้ความสำคัญกับทุกคนเข้ามาหาเขา ในหน้างานคุณตูนเขาความสุขกับการได้ทำแบบนั้นและอยากจะทำ คุณตูนเคยบอกว่า คนหนึ่งคน ไม่ว่าจะเป็นคนสูงอายุ หรือเด็ก ในชีวิตนี้เขาอาจจะได้เจอเขาครั้งเดียวในชีวิต ซึ่งเขาจะให้ความสำคัญกับคนตรงหน้าในเวลาตรงนั้น แต่ในมุมของหมอก็ไม่อยากให้ทำ แต่ถ้าเราได้ไปอยู่ตรงนั้นจะเห็นว่า คุณยายคนหนึ่งที่นั่งรถเข็น ถือไม้เท้า กำแบงค์ร้อยเอาไว้ และบอกว่าขอบคุณที่มาช่วยคนยะลา ช่วงเวลาแบบนั้นมันส่งผลต่อจิตใจเขา กับการที่เขาต้องก้มหนึ่งครั้ง หมอเชื่อว่าเขาก็เต็มใจและอยากจะทำ”
พญ.สมิตดา บอกต่อว่า ทีมงานก็คิดไว้แล้วว่าจะเกิดอาการบาดเจ็บที่เกิดขึ้น จึงได้ขอความร่วมมือกับทุกคนลดการที่จะต้องเสียเวลาบนถนน ประมาณ 10 กิโลเมตร ให้คุณตูนวิ่งให้เต็มที่ แล้วไปมีเวลาที่จุดพักเพื่อให้ถ่ายภาพ ทางทีมจะมีการแจ้งว่าจะให้ถ่ายรูปที่ไหน ซึ่งหมอเองก็เป็นนักวิ่ง เวลาวิ่งแล้วหยุดจะทำให้เกิดอาการบาดเจ็บได้ง่ายมากทั้งที่เท้าที่หลัง รวมถึงหน้าแข้งก็เจ็บ ตอนนี้หมอก็ต้องวิ่งตาม ความเร็วที่เขาวิ่งในวันนี้ อยู่ที่ 8.5 กิโลเมตรต่อชั่วโมง แต่ถ้ารวมพัก เดินกินน้ำ ก็เป็นความเร็วเฉลี่ย 7 กิโลเมตรต่อชั่วโมง พอจังหวะพอดี นักวิ่งก็จะวิ่งได้ตามเป้าตามเวลา และไม่บาดเจ็บ หลังจากประกาศไปก็มีขอแค่โบกมือ ขอความร่วมมือลดการเซลฟี่บ้าง แต่บางเวลามีคนมารอรับ ก็ทำให้จากวิ่ง เป็นเดินก็ทำให้ช้าลงไปเอง
“ส่วนจังหวะที่นั่งลงไป คุณตูนบอกว่าจำนวนคนที่มาบางจุดมันแน่นเกินไป ทำให้หายใจได้ไม่ทั่ว เขาเลยย่อตัวลงให้อาการเวียนๆ อาการมึนๆ ลดลง แต่เมื่อวัดความดันอยู่ในเกณฑ์ปกติ คาดว่าสาเหตุมาจากอากาศน้อย ส่วนอาการที่เจ็บหลัง เมื่อวันเสาร์ก็ได้มีการทำกายภาพบำบัด ให้ยาคลายกล้ามเนื้อ อาการก็เริ่มทุเลาลงในวันอาทิตย์ ส่วนวันนี้ก็วิ่งได้แต่ต้องมีการกำกับเรื่องความเร็ว การใช้กล้ามเนื้อที่รุนแรง และต้องประเมินสถานการณ์ในการวิ่ง อาจจะต้องไปทบในช่วงวันพัก”
หมอเมย์ ประเมินว่า การวิ่งครั้งนี้และต่อจากนี้จะต้องดูสภาพหน้างาน เพราะมีปัจจัยทั้งสภาพอากาศ สภาพมวลชน มาเป็นตัวแปรที่ทางทีมควบคุมไม่ได้ เมื่อมีประชาชนจำนวนมากยืนรอ ต้องให้เขาเข้ามาถ่ายรูป รับบริจาค ก่อนจะวิ่งต่อไปได้ ซึ่งไม่ได้เป็นไปตามที่วางแผนไว้ แต่พอมาเจอสถานการณ์จริงเราไม่สามารถควบคุมได้ ทั้งแดดออก ฝนตก ประชาชนมารอมากแค่ไหน
“เชื่อว่าทุกคนรักคุณตูนและอยากมาเจอ ถึงแม้ว่าจะเป็นคนละนิดๆ ก็ทำให้ร่างกายของคุณตูนล้า แม้ตัวเขาเองก็มีความสุข จริงๆก็อยากให้ร่วมบริจาค ปรบมือให้กำลังใจ แปะมือ ถ่ายภาพตัวเองโยใช้โหมดวิดีโอเมื่อคุณตูนวิ่งผ่าน หรือถือกล้องเซลฟี่เอง แบบนั้นน่าจะได้ให้กำลังใจมากพอสมควรแล้ว เพื่อให้การวิ่งครั้งนี้สำเร็จตามเป้าหมายตามที่คุณตูนตั้งใจไว้ที่แม่สาย เราอยากเห็นภาพที่โรงพยาบาลต่างๆได้เครื่องมือแพทย์ใหม่ๆ เราอยากเห็นคุณหมอ พยาบาลมีรอยยิ้มมีความสุขแบบที่คุณตูนต้องการ เราอยากเห็นคนที่ไม่เคยออกมาวิ่งเพื่อให้มาออกกำลังกาย หากภาพเหล่านั้นออกมาได้ก็ถือว่าเป็นความสำเร็จของโครงการ ซึ่งพวกเราทุกๆคนในทีมก้าวพวกเรามีเป้าหมายให้คุณตูนไปถึงแม่สาย อยากให้โรงพยาบาลมีเครื่องมือแพทย์ใหม่ ให้คนไทยดูแลสุขภาพลดภาระคุณหมอในโรงพยาบาลลดลง เรามองเป้าหมายเดียวกันทั้งทีม ตอนนี้จึงต้องค่อยเป็นค่อยไป”
ด้าน นพ.โอภาส การย์กวินพงศ์ โฆษกกระทรวงสาธารณสุข เปิดเผยว่า วันหนึ่งคุณตูนจะวิ่ง 30-40 กิโลเมตร เปรียบเหมือนการวิ่งมาราธอน แต่การวิ่งลักษณะนั้นเขาวิ่งวันเดียวแล้วหยุดพัก แต่ของคุณตูนจะวิ่ง 4 วันพัก 1 วัน ทางกระทรวงฯ ได้มีความห่วงใยในการดูแลสุขภาพ แต่เชื่อว่ามีการดูแลจากทีมแพทย์อย่างดีตลอดการวิ่ง ตอนนี้รัฐมนตรีกระทรวงสาธารณสุข ให้สั่งการให้โรงพยาบาลในพื้นที่ที่คุณตูนวิ่งผ่าน ให้จัดทีมคอยตามดูแลเรื่องสุขภาพร่วมกับทีมของคุณตูน ก่อนวิ่ง เช่นเรื่องการเต้นของหัวใจ ระบบกล้ามเนื้อต่างๆ รวมทั้งสภาพอากาศ และการรับประทานอาหารด้วย รวมทั้งประชาชนที่เข้ามาร่วมวิ่งด้วย
ชมคลิปวิดีโอ...“หมอเมย์” เผยนาที “ตูน” ร่วง เพราะเวียนหัว คนมุงเยอะอากาศน้อย