เปิดใจเบื้องหลังคนปั้น“โคมไฟครุฑยุดนาค”

โดย PPTV Online

เผยแพร่

ประชาชนหลายคนคงมีโอกาสได้ชมความงดงามของพระเมรุมาศในพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชกันไปบ้างแล้ว ไม่ว่าจะเป็นการเห็นผ่านภาพถ่ายหรือเดินทางไปดูด้วยตาตัวเอง แต่ทุกคนมักจะพูดเป็นเสียงเดียวกันว่าสถาปัตยกรรมทรงบุษบกยอดปราสาท 9 ยอด ที่มีความสูง 50.49 เมตรนี้มีความสวยงามอย่างมาก

นอกจากความสวยงามของพระเมรุมาศที่เป็นจุดสนใจหลักของประชาชนโดยทั่วไปแล้ว ยังมีอีกสิ่งหนึ่งที่ไม่สามารถหาชมกันได้บ่อย ๆ และเป็นสิ่งที่ช่วยเสริมความสง่าให้กับพระเมรุมาศนั่น ก็คือ "โคมไฟครุฑยุดนาค"

ที่บอกว่าหาชมได้ยากนั้น นายภราดร เชิดชู ประติมากรชำนาญการพิเศษสำนักช่างสิบหมู่ เล่าให้ทีมข่าวพีพีทีวีฟังว่า นี่คือครั้งแรกที่มีการนำครุฑยุดนาคมาใช้ในพระราชพิธีถวายพระเพลิง เนื่องจากตั้งแต่ในอดีตมีความเชื่อว่าครุฑเป็นยานพาหนะของพระนารายณ์ และยังเชื่ออีกว่าพระมหากษัตริย์ คือ อวตารของพระนารายณ์ ทำให้การจะใช้ครุฑต้องเป็นงานของพระมหากษัตริย์เพียงเท่านั้น

แม้จะเป็นภาระที่ยิ่งใหญ่ของนายภราดรและทีมช่างสิบหมู่ในการรับหน้าที่ปั้นประติมากรจำนวนมากในงานประวัติศาสตร์ครั้งนี้ แต่ทุกคนต่างทุ่มเทความสามารถอย่างเต็มที่ เพื่อส่งเสด็จเป็นครั้งสุดท้าย และได้นำพระบรมฉายาลักษณ์ของในหลวงร.9 ที่ได้รับมอบมาจากวัดบวรนิเวศราชวรวิหารมาติดไว้ที่ทำงานของช่างทุกคน เพื่อไว้เป็นกำลังใจในการทำงาน เสมือนท่านกำลังทอดพระเนตรตลอดเวลา

ในกรรมวิธีการก่อสร้างครุฑยุดนาค สิ่งที่ต้องให้ความสำคัญอย่างมากคือ ทำอย่างไรให้รูปปั้นสามารถตั้งตระหง่านบนยอดเสาสูงได้อย่างมั่นคง นายภคคีตา แก้วกัญญา นายช่างศิลปกรรม ผู้รับผิดชอบหน้าที่นี้ บอกว่า ใช้"ไฟเบอร์กลาสหล่อเป็นตัวครุฑยุดนาค เนื่องจากวัสดุนี้มีความเบาและแข็งแรง อีกทั้งยังทนลมทนแดด และตกแต่งสีได้ง่าย โดยยอมรับว่าเป็นโจทย์ที่ยากพอสมควร เนื่องจากต้องใช้ความคิดสร้างสรรค์แต่ต้องอนุรักษ์ศิลปวัฒนธรรมแบบโบราณเอาไว้ในงานเดียวกัน จึงต้องอาศัยการดูงานของครูและงานเก่าๆ ขอคำปรึษาอาจารย์ที่มีความรู้เรื่องลวดลายการตกแต่งตัวครุฑเพิ่มเติมเพื่อให้งานออกมาดีที่สุด

แม้จะเป็นงานที่มีเกียรติสูงสุดในชีวิต แต่ นายภคคีตา ก็ยอมรับว่า เป็นงานที่ไม่อยากทำเนื่องจากเป็นงานที่สร้างความโศกเศร้าให้กับตนและคนไทยอย่างมาก แต่ก็สัญญาว่าจะทุ่มเททำงานให้เต็มที่กับงานที่ได้รับมอบหมายในการสร้างเสา "ครุฑยุดนาค" ทั้ง 12 ต้นในครั้งนี้

"ผมทุ่มเทแบบหมดหน้าตัก เพื่อให้งานออกมาสมพระเกียรติที่สุด เรื่องการปั้นนี้มันมีความยากอยู่แล้ว แต่มันขึ้นอยู่ว่าทำให้ใคร ทำให้คนที่เรารักและศรัทธา ความเต็มที่และความตั้งใจจะฝังอยู่ในชิ้นงานนั้น  ความจงรักภักดีทุกอย่างก็จะฝังอยู่ในชิ้นงานเช่นกัน" นายภคคีตา กล่าว

ส่วนหน้าที่ในการสร้างโคมไฟแก้วที่จะขึ้นไปประดับบนเสาครุฑ ทางกรมศิลปากรมอบหมายให้ นายวัฒน ทิพย์วีรนันท์ ศิลปินเป่าแก้ว เข้ามาทำงานอันมีเกียรติครั้งนี้ โดยทายาทรุ่นสองของกิจการรีไซเคิลเศษแก้ว บอกว่า ไม่ใช่ใครก็เป่าแก้วได้ เพราะเป็นงานที่ต้องผ่านการฝึกฝน และต้องใช้เทคนิคศิลปะการเป่าแก้วที่ละเอียดอ่อนเพราะต้องเป่าแก้ว “ทีละลูก” เท่านั้น ไม่สามารถใช้เครื่องทำต้องใช้ลมเป่าของคนถึงจะออกมาสวยงามที่สุด ซึ่งในงานพระราชพิธีครั้งนี้ใช้โคมไฟแก้วถึง 200 ลูก ในการนำไปประดับบริเวณพระเมรุมาศ ตามเสาครุฑ รั้วราชวัตร และพระที่นั่งทรงธรรม

นายวัฒน เปิดเผยวิธีการทำให้ทีมข่าวพีพีทีวีฟังว่า ต้องเริ่มจากการต้ม “น้ำแก้ว”  โดยต้องต้มบนเตาความร้อนอุณหภูมิ 1,250 องศาเซลเซียส ไว้ตลอดทั้งคืนจนได้น้ำแก้วที่เป็น “ลาวา” จากนั้นจึงค่อยม้วนขึ้นมาเป่า โดยวิธีการเป่าจะต้องใช้ทักษะและประสบการณ์ในการเป่าเป็นอย่างมาก ไม่ใช่ทุกคนที่จะทำได้  เพราะหากไม่เคยฝึกฝนมาจะไม่มีลมพอที่จะเป่าให้แก้ว “เบ่ง” ให้พอดีกับแม่พิมพ์เหล็กหล่อที่ออกแบบไว้ เมื่อม้วนน้ำแก้วแล้วเป่าขึ้นแล้ว จึงนำเข้าแป้นพิมพ์เพื่อให้แก้วได้ขึ้นเป็นลวดลาย ก่อนนำมาตัด เข้าเตาอบเพื่อคลายความเครียดเพื่อไม่ให้แก้วร้าวอีกประมาณ 2 ชั่วโมง จากนั้นจึงนำไป “ฟอร์ซน้ำยา” ทำให้เกิดฝ้า ตามแบบที่กรมศิลปากรต้องการ

สุดท้าย นายวัฒน เปิดเผยความรู้สึกว่า ตนมีความเศร้าเหมือนกับประชาชนคนไทยทุกคน รู้สึกบีบหัวใจทุกครั้งที่ทำงานนี้ จึงขอถวายงานครั้งสุดท้ายให้กับในหลวงร.9 อย่างเต็มความสามารถด้วยความจงรักภักดี

 

 

 

 

วิดีโอยอดนิยม

ข่าวเด่นในรอบสัปดาห์

PPTVHD36

เพิ่ม PPTVHD36
ลงในหน้าจอหลักของคุณ