วันนี้ (18 ธ.ค.60) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า การเก็บหลักฐานและเบาะแสจากผู้อยู่ในเหตุการณ์ จี้รถโดยสารสายเบตง-กรุงเทพ ของบริษัทสยามเดินรถ ในเขตอำเภอบันนังสตา จังหวัดยะลา ทำให้เชื่อได้ว่า เป้าหมายการก่อเหตุครั้งนี้ ไม่ได้ต้องการเอาชีวิตผู้บริสุทธิ์ เป็นการมุ่งทำลายทรัพย์สินเพื่อสร้างสถานการณ์ให้เกิดความไม่เชื่อมั่น ทำลายภาพลักษณ์การท่องเที่ยว เนื่องจากแนวทางของการพัฒนาเศรษฐกิจของรัฐบาลที่ผ่านมา ได้รับการตอบรับจากคนพื้นที่อย่างกว้างขวาง โดยเป็นปัจจัยสำคัญที่ พ.อ.ปราโมทย์ พรหมอินทร์ โฆษกกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า เชื่อว่า เป็นแรงจูงใจในการก่อเหตุครั้งนี้ ซึ่งเปิดเผยระหว่างแถลงข่าวสร้างความเข้าใจต่อเหตุการณ์ ร่วมกับ รองผู้ว่าราชการจังหวัดยะลา และผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดยะลา
ทั้งนี้ส่วนความคืบหน้าในการติดตามตัวผู้ก่อเหตุ พ.อ.ปราโมทย์ระบุว่า อยู่ระหว่างวิเคราะห์ปัจจัยการก่อเหตุและขยายผลถึงผู้เกี่ยวข้องในเชิงลึก โดยมีข้อมูลหนึ่งที่น่าสนใจ เมื่อเจ้าหน้าที่พบว่า คนขับรถโดยสาร คือ นายอับดุลเลาะ สะแวบาโง และรถคันเกิดเหตุ เคยถูกลอบวางระเบิดเมื่อปี 2557 มาแล้วครั้งหนึ่ง และครั้งนั้นก็ไม่มีผู้เสียชีวิต และ ผู้ได้รับบาดเจ็บ เหมือนกับครั้งนี้ ล่าสุดเจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงได้ควบคุมตัว นายอับดุลเลาะ สะแวบาโง ไปสอบสวนเชิงลึก
ขณะที่ส่วนมาตรการเยียวยาผู้โดยสารทั้ง 15 คน จังหวัดยะลาดำเนินการโดยแบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม กลุ่มแรกคือคนที่มีความจำเป็นเร่งด่วน ได้จัดรถสำรองไปส่งในเส้นทางเดียวกันกับคันเกิดเหตุ ส่วนอีกกลุ่มจัดที่พักชั่วคราวให้ในตัวเมืองยะลา และสั่งสำรวจความเสียหายอย่างละเอียด เพื่อกำหนดมาตรการเยียวยาต่อไป
ด้านนางภาณิวัน เรืองมณี นายสถานี บขส.ยะลา เปิดเผยว่า หลังเกิดเหตุได้สั่งให้รถโดยสารทุกคันที่วิ่งเข้า อ.เบตง หยุดเป็นการชั่วคราว จนกว่าจะได้รับคำยืนยัน จากทางจังหวัดว่า สถานการณ์ดีขึ้น ส่วนรถคันเกิดเหตุถูกเคลื่อนย้ายไปไว้ที่กองร้อยทหารพราน 3307 หน่วยเฉพาะกิจทหารพราน 33 หน้าปากทางเข้าเขื่อนบางลาง หลังจากตำรวจเก็บรอยนิ้วมือแฝงของกลุ่มผู้ก่อเหตุ เพื่อขยายผลเรียบร้อย
โดยล่าสุด เจ้าหน้าที่พิสูจน์หลักฐานจังหวัดยะลา ได้เข้าเก็บดีเอ็นเอ ร่องรอยคนร้ายที่ติดอยู่กับรถ ด้าน พล.ต.ท.รณศิลป์ ภู่สาระ ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 9 กล่าวว่า ขณะนี้รวบรวมพยานหลักฐานในที่เกิดเหตุได้หลายอย่างแล้ว รวมถึงควบตัวบุคคลมาสอบปากคำ ซึ่งให้การที่เป็นประโยชน์ และอยู่ระหว่างรอผลพิสูจน์ทางนิติวิทยาศาสตร์ว่าใช่กลุ่มเดียวกับที่ต้องสงสัยหรือไม่