วันนี้ (11 ม.ค.61) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า โครงการศูนย์กลางข้อมูลสารพันธุกรรมเด็กในประเทศไทย ตั้งขึ้นตั้งแต่ปี 2553 ซึ่งผ่านมา7ปี โดย พ.ต.อ.วาที อัศวุตมางกูร หัวหน้ากลุ่มงานตรวจเลือดชีวเคมีและเขม่าดินปืน สถาบันนิติเวชวิทยา เปิดเผยว่า สามารถเก็บดีเอ็นเอของเด็กไว้ในฐานข้อมูลได้เพียง 1,292 รายเท่านั้น ซึ่งส่วนใหญ่เป็นเด็กไร้ที่พึ่ง ที่ทางมูลนิธิกระจกเงาดูแลเป็นหลัก ซึ่งเป้าหมายของสถาบันนิติเวช ต้องการที่จะเก็บข้อมูลของเด็กที่ไม่ทราบประวัติพ่อแม่ในความดูแลของสถานสงเคราะห์ทั่วประเทศ แต่ยังติดปัญหาเรื่องการเข้าถึงเด็ก เพราะหน่วยหลักอย่าง กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ไม่อนุญาต เพราะติดข้อกฎหมายเรื่องสิทธิเด็ก
โดยเด็กในสถานสงเคราะห์ที่ไม่ทราบประวัติพ่อแม่ เฉลี่ย 1 แห่งจะมีอยู่ประมาณ 100 คน หากรวมกันทั่วประเทศก็จะมีจำนวนหลายพันคน การเก็บดีเอ็นเอของเด็กไว้ในสารบบ จะมีประโยชน์มากในกรณีที่พ่อแม่ตามหาลูก ซึ่งจะสามารถนำดีเอ็นมาเปรียบเทียบเพื่อหาตัวได้ง่ายมากขึ้น ทั้งนี้การนำเด็กไร้ที่พึ่งอย่างเด็กเร่ร่อน หรือขอทานเข้าสู่ระบบการดูแลของรัฐ แต่ไม่เก็บข้อมูลดีเอ็นเอไว้ ถือ เป็นการปิดกั้นโอกาสที่เด็กจะกลับสู่ครอบครัวที่แท้จริง
ขณะที่ฝ่ายกฎหมาย กรมกิจการเด็กและเยาวชน กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ หรือ พม. ระบุว่า สถาบันนิติเวช เคยประสานขอความร่วมมือมานานกว่า 1 ปีแล้ว ซึ่งทาง พม.เห็นด้วยกับโครงการนี้ แต่ตามกฎหมายเจ้าหน้าที่ในสถานสงเคราะห์เป็นเพียงผู้ให้การดูแลคุ้มครองเด็ก แต่ไม่มีสิทธิ์รับรองเป็นผู้ปกครอง ซึ่งกรณีการเก็บข้อมูลอัตลักษณ์บุคคลกับเด็กที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะ จำเป็นต้องมีพ่อแม่ผู้ปกครองตามกฎหมายยินยอมเท่านั้น ตามพระราชบัญญัติ ศาลเยาวชนและครอบครัว และวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 มาตรา 160 วรรค 2 ระบุว่า กรณีผู้เยาว์อายุยังไม่ครบ 15 ปี บริบูรณ์ ก่อนที่แพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญจะเก็บ ตัวอย่างเลือด สารคัดหลั่ง หรือสารพันธุกรรม เพื่อใช้ตรวจพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์ต้อง ได้รับความ ยินยอมจากผู้แทนโดยชอบธรรม