หากย้อนไปเมื่อปี 2545 – 2546 พบว่าพื้นที่ปลูกฝิ่นในประเทศไทยจากการสำรวจของสำนักงาน ป.ป.ส. มีจำนวน 5,265.58 ไร่เมื่อเปรียบเทียบกับในช่วงปี 2559 -2560 พบว่ามีจำนวน 1,885.02 ไร่ หากเปรียบเทียบกันแล้วถือว่าพื้นที่ปลูกฝิ่นลดลงเป็นอย่างมาก โดยการสำรวจพื้นที่ปลูกฝิ่นเริ่มขึ้นตั้งแต่ พ.ศ.2522 แม้ในการสำรวจช่วงแรกจะเป็นไปอย่างยากลำบากเนื่องจากการเดินทางที่ไม่สะดวก และยังพบว่าผู้ลักลอบจะย้ายพื้นที่แปลงปลูกฝิ่นเสมอ ที่ทำให้มีการมอบหมายให้ สถาบันสำรวจและติดตามการปลูกพืชเสพติด สำรวจและติดตามสถานการณ์การลักลอบปลูกฝิ่น ประสานการตัดทำลายกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งทหาร ตำรวจและหน่วยงานในจังหวัด ทำให้นายทุนและผู้ปลูกเกรงกลัว
นอกจากนี้ความเข้มงวดในการควบคุมพื้นที่ปลูกฝิ่น การลาดตระเวณป้องปรามก่อนเตรียมการปลูก การใช้มาตรการทางกฎหมาย แล้วการประชาสัมพันธ์ถึงพิษภัยของฝิ่นและโทษตามกฎหมายโดยใช้ภาษาชนเผ่า การบูรณาการกับหน่วยงานต่าง ๆ เช่น โครงการหลวง เพื่อแก้ปัญหาการปลูกฝิ่นอย่างยั่งยืน เน้นมาตรการพัฒนาคุณภาพชีวิตพื้นฐานและส่งเสริมอาชีพให้กับชาวเขาผู้ปลูกฝิ่น เพื่อให้ผู้ปลูกฝิ่นมีอาชีพสุจริตในการดำเนินชีวิต และสิ่งที่สำคัญอีกอย่างหนึ่ง คือ สภาพอากาศค่อนข้างแปรปรวน ส่งผลทำให้พื้นที่ปลูกฝิ่นลดลง
ขณะที่ นายศิรินทร์ยา สิทธิชัย เลขาธิการ ป.ป.ส. เปิดเผยว่า จากการสำรวจพื้นที่ปลูกฝิ่นในปีนี้ พบว่าลดลงจากปี 2560 มากกว่าร้อยละ 40 เนื่องจากความเข้มงวดและจริงจังของการควบคุมพื้นที่ปลูกฝิ่นและด้านการใช้มาตรการทางกฎหมาย ประกอบกับสภาพอากาศค่อนข้างแปรปรวนส่งผลทำให้พื้นที่ปลูกฝิ่นลดลง เห็นได้จากผลการสำรวจทางอากาศและภาคพื้นที่ดินพื้นที่การลักลอบปลูกฝิ่นตั้งแต่กันยายน 2560 - มกราคม 2561 (ข้อมูล ณ วันที่ 19 มกราคม 2561) พบมีการลักลอบปลูกฝิ่นโดยชาวเขาในพื้นที่ภาคเหนือ 4 จังหวัด 9 อำเภอ รวมพื้นที่ทั้งสิ้น จำนวน 313 แปลง พื้นที่ 212.41 ไร่ โดยแยกเป็นรายจังหวัดที่มีการลักลอบปลูกฝิ่น คือ จังหวัดเชียงใหม่ 168 แปลง พื้นที่ 119.53 ไร่ จังหวัดตาก 84 แปลง พื้นที่ 62.83 ไร่ จังหวัดแม่ฮ่องสอน 22 แปลง พื้นที่ 12.49 ไร่ จังหวัดเชียงราย 39 แปลง พื้นที่ 17.56 ไร่ จากจำนวนดังกล่าวได้ดำเนินการตัดทำลายไปแล้ว 210 แปลง 149.66 ไร่ คิดเป็น ร้อยละ 70.46 ขณะเดียวกันในวันนี้ (22 ม.ค.61) ทางสำนักงาน ป.ป.ส. ร่วมกับ ทหาร ตำรวจ ปกครอง ลงพื้นที่เพื่อตัดฟันทำลายไร่ฝิ่นขนาดพื้นที่ 1,808 ตารางเมตร หรือ 1.13 ไร่ ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีการลักลอบปลูก ณ พื้นที่ตำบลโป่งสา อำเภอปาย จังหวัดแม่ฮ่องสอน
ปัจจุบันประเทศไทยยังมีการลักลอบปลูกฝิ่นอยู่ รูปแบบของการปลูกนั้นมีทั้งปลูกเพื่อใช้เสพในครัวเรือนและเพื่อเป็นการค้าในพื้นที่โดยมีนายทุนคอยให้การสนับสนุน พื้นที่ปลูกจะมีขนาดแปลงเล็กลงแต่จะมีการกระจายตัวอยู่ในบริเวณเดียวกันหลายแปลง แต่พื้นที่ปลูกจะอยู่ห่างไกลและกันดารยิ่งขึ้น เช่น บริเวณพื้นที่สูงใน อำเภออมก๋อย อำเภอแม่แตง อำเภอเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่ และ อำเภออุ้มผาง อำเภอแม่ระมาด อำเภอท่าสองยาง จังหวัดตาก
สำหรับ “ฝิ่น” เป็นสารประกอบชนิดหนึ่ง ซึ่งได้จากยางของผลฝิ่น ในเนื้อฝิ่นมีสารเคมีผสมอยู่มากมาย ประกอบด้วยโปรตีน เกลือแร่ ยางและกรดอินทรีย์ เป็นแอลคะลอยด์ ซึ่งเป็นตัวการสำคัญที่ทำให้ฝิ่นกลายเป็นยาเสพติดให้โทษร้ายแรง แอลคะลอยด์ในฝิ่น แบ่งแยกออกได้เป็น 2 ประเภท คือ ออกฤทธิ์ทำให้เกิดอาการมึนเมาและเป็นยาเสพติดให้โทษโดยตรง แอลคะลอยด์ประเภทนี้ทางเภสัชวิทยาถือว่าเป็นยาทำให้นอนหลับ แอลคะลอยด์ที่เป็นสารเสพติด ซึ่งออกฤทธิ์ตัวสำคัญที่สุดในฝิ่น คือ มอร์ฟีน และออกฤทธิ์ทำให้กล้ามเนื้อหย่อนคลายตัว ซึ่งในทางเภสัชวิทยาถือว่าแอลคะลอยด์ในฝิ่นประเภทนี้ ไม่เป็นสารเสพติดแต่มีฤทธิ์ทำให้กล้ามเนื้อของร่างกายหย่อนคลายตัว ซึ่งมีปาเวอร์รีน เป็นตัวสำคัญ
“ฝิ่น” เป็นพืชล้มลุกขึ้นในที่สูงกว่าระดับน้ำทะเลประมาณ 3,000 ฟุตขึ้นไป เป็นยาเสพติดที่เป็นต้นตอของสารเสพติดร้ายแรง เช่น มอร์ฟีน เฮโรอีน และโคเดอีน มีการลักลอบปลูกฝิ่นมากทางภาคเหนือของประเทศไทย บริเวณแนวพรมแดน ที่ เนื้อฝิ่นได้มาจากยางของผลฝิ่นที่ถูกกรีดจะมีสีขาว เมื่อถูกอากาศจะมีสีคล้ำลง กลายเป็นยางเหนียวสีน้ำตาลไหม้ หรือสีดำ มีกลิ่นเหม็นเขียว และรสขมเรียกว่า ฝิ่นดิบ ส่วนฝิ่นที่มีการนำมาใช้เสพ เรียกว่า ฝิ่นสุก ได้มาจากการนำฝิ่นดิบไปต้มหรือเคี่ยวจนสุก ฝิ่นมีชื่อเรียกอื่นๆ เช่น หมู
ขณะที่อาการของผู้เสพ จะมีจิตใจเลื่อนลอย ง่วงซึม อารมณ์ดี ความคิดและการตัดสินใจเชื่องช้า หากเสพเป็นเวลานาน สุขภาพจะทรุดโทรม ซูบผอม อ่อนเพลีย ซึมเศร้า ความจำเสื่อมวิธีการเสพโดยการสูบ และรับประทาน โดยจะออกฤทธิ์กดระบบประสาท ช่วงระยะเวลาการออกฤทธิ์นาน 3-6 ชั่วโมง มีอาการเสพติดทางร่างกายและจิตใจ มีอาการขาดยาทางร่างกายโทษทางร่างกาย ทำให้ร่างกายทรุดโทรม ซูบผอม ตัวเหลือง ริมฝีปากเขียว ทำลายสติปัญญา ผู้ที่เสพเกินขนาดอาจถึงขั้นเสียชีวิต ส่วนโทษตามกฎหมายของ “ฝิ่น” นั้นเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท 2 ตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522ผู้เสพมีโทษจำคุกตั้งแต่ 6 เดือนถึง 3 ปี หรือปรับตั้งแต่ 10,000-60,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ส่วนผู้ผลิต นำเข้า หรือส่งออก ซึ่งมอร์ฟีน ฝิ่น หรือโคดาอีน มีโทษจำคุกตั้งแต่ 20 ปี ถึงจำคุกตลอดชีวิต และปรับตั้งแต่ 2,000,000-5,000,000 บาท