"ดร.สติธร ธนานิธิโชติ" นักวิชาการผู้ชำนาญการ สถาบันพระปกเกล้า เปิดเผยในรายการเป็นเรื่องเป็นข่าวว่า สถานการณ์ในตอนนี้บ่งชี้ว่าเป็นปีท้ายๆของรัฐบาล แปลว่าจะมีการเปลี่ยนครั้งใหญ่ มันเลยมีการขยับขับเคลื่อนครั้งใหญ่ ในการขับเคลื่อนหลายๆเรื่องซ้ำๆกัน ฉะนั้นแต่ละฝ่ายก็เริ่มที่จะมีการขยับตัวด้วยท่าทีที่แตกต่างกันไป จากช่วงต้นๆที่สงวนท่าทีเนื่องจากเห็นว่าคงอยู่อีกสักพักก็ไม่แสดงออกอะไรมาก แต่ตอนนี้มีสัญญาณค่อนข้างชัดว่าไม่ว่าจะมีการเลื่อนโรดแมปการเลือกตั้งยังไง ก็คงไม่เกิน พ.ย.ปีนี้ ถึง ก.พ.ปีหน้า ก็ประมาณปีเศษๆ ส่วนรัฐบาลนั้นตนมองว่าได้เตรียมตัวว่าอยู่ในช่วงท้ายแล้ว โดยมองจากสัญญาณต่างๆ เช่น ของขวัญปีใหม่ เดินสายประชุมคณะรัฐมนตรีสัญจร รวมทั้งคำพูดของนายกรัฐมนตรีเองก็ชัดเจน
ดร.สติธร กล่าวถึงกรณีการตรวจสอบเรื่องนาฬิกาหรูนั้น ในจุดนี้รองนายกรัฐมนตรีน่าจะต้องแสดงความรับผิดชอบแล้ว ส่วนหนึ่งสถานการณ์มันปะปนกันไปหมด แม้แต่ทาง ป.ป.ช. เองเมื่อออกมาแถลงข่าวแทนที่จะออกมาพูดตามหน้าที่ แต่ก็กลายเป็นพูดทางการเมืองคือทำให้คนเกิดความเคลือบแคลงสงสัยว่ามีปกปิดปกป้องอะไรกันหรือไม่ มันทำให้สถานการณ์ไปกันใหญ่ ให้พูดไปถึงขั้นตอนทางกฎหมายดีกว่า
“สำหรับผม 99 เปอร์เซ็นต์คนไม่ได้บอกว่าท่านผิดแน่ ๆ ท่านทำไม่ถูกต้อง อย่างน้อยเบาที่สุดก็ท่านบกพร่อง อาจจะมีแค่ 1 เปอร์เซ็นต์ที่บอกว่าไม่ผิดเลย ตอนนี้สังคมสะท้อนมาแบบนั้น ท่าทีของนายกรัฐมนตรียังวางตัวอยู่ในบทบาทหน้าที่ ทางกฎหมายก็ดำเนินการไป การตอบสนองต่อความรู้สึกของสังคมก็เป็นความรับผิดชอบอย่างหนึ่งของรัฐบาล”
นักวิชาการผู้ชำนาญการสถาบันพระปกเกล้า กล่าวต่อว่า พล.อ.ประวิตรสามารถทำได้หลายอย่าง โดยไม่ต้องลาออกเหมือนที่บางฝ่ายเรียกร้อง อาจจะขอพักงานเพื่อแสดงความบริสุทธิ์ใจ อาจจะลดทอนความรู้สึกอะไรบางอย่างได้บ้าง มากกว่าให้ ป.ป.ช.ไปตรวจหากพบว่าผิดค่อยว่ากัน มันเหมือนเป็นการบอกปัดแทนที่จะแสดงออกความรับผิดชอบในแบบที่สูงว่า ในทางการเมืองการเป็นรัฐบาล แบบคสช. บางคนอาจจะอ้างว่ามาจากการยึดอำนาจ ไม่ต้องมีความรับผิดชอบเหมือนนักการเมืองที่มาจากการเลือกตั้ง แต่ต้องไม่ลืมว่า ความชอบธรรมในการเข้ามาสู่อำนาจได้ ท่านเข้ามาด้วยข้ออ้างที่ว่า มองเห็นรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งไม่สุจริต ไม่มีธรรมภิบาล มาตรฐานพวกนี้ท่านตั้งไว้เองในวันที่ท่านเข้าสู่อำนาจก็ควรจะทำให้เป็นบรรทัดฐาน หากต่อไปมีรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งอาจจะถูกกลับมาอ้างไว้ว่าเมื่อสมัยท่านเป็นรัฐบาลไม่เห็นจะต้องลาออกเลย ส่วนที่ประชาชนไม่รอเพราะไม่รู้ว่าจะเสร็จเมื่อไหร่
ส่วนประเด็นโรดแมปเลือกตั้งนั้น ดร.สติธร มองว่า เมื่อมีการเลือกตั้งเดือน พ.ย. หรือข้ามไป เดือน ก.พ. ปี 62นั้นมีผลแน่นอน เมื่อมีเรื่อง 90 วัน หรือ 120 วันออกมาก็จะมีปฏิกิริยาของคนออกมาบอกว่า เลื่อนแน่นอน โดยมีคนที่ออกมามีทั้งสนับสนุนและคัดค้าน โดยกลุ่มที่เลื่อน มีอยู่ 4 กลุ่มคือ กลุ่มที่รักมากอยากให้อยู่นานๆ อีกกลุ่มคือบอกเลื่อนก็ดี แต่กลัวเปิดให้มีการเลือกตั้งแล้วแพ้ ส่วนอีกกลุ่มรักมากอยากให้เลื่อนไปเพราะมีโอกาสชนะ แต่ไม่อยากแบ่งพื้นที่ให้กับคนที่ไม่ชอบให้เข้ามาและกลุ่มที่ 4 คือ กลุ่มไม่รักอยากให้เลื่อนเพื่ออยากให้เป็นประเด็นทางการเมืองว่าจะเลื่อนไปได้ไกลแค่ไหน เพื่อทำให้รัฐบาลขาดความชอบธรรม เสียสัตย์ ไม่รักษาสัญญา โดยรวมคือมีคนหนุนให้มีการเลือกตั้งแต่มันมีหลายเป้าหมาย ส่วนตัวมองว่าการปล่อยเวลาให้ยืดเยื้อออกไปไม่ส่งผลดี แค่ขยับไปไม่กี่เดือนก็จะส่งผลอย่างมาก หากกลุ่มที่เคยตกลงมัดใจไว้แล้วอาจจะเปลี่ยนใจก็ได้ และกลายเป็นข้อครหากับกลุ่มที่จ้องจะเล่นงานอยู่แล้ว
ขณะที่ในตอนนี้แม้อาจจะดูว่าสถานการณ์ดูเลวร้ายกับรัฐบาล แต่ นักวิชาการผู้ชำนาญการสถาบันพระปกเกล้า วิเคราะห์ว่า หากเป็นเมื่อก่อนสถานการณ์แบบนี้รัฐบาลอาจจะอยู่ลำบาก หรือเหนื่อยมากขึ้น แต่สิ่งที่สังเกตกระแสแบบนี้เป็นปรากฎการณ์ใหม่ เมื่อระเบิดทุกลูกไปลงที่ พล.อ.ประวิตร หมด แต่ทุกคนวิจารณ์รองนายกฯ แต่ยังเป็นกองหนุนของ พล.อ.ประยุทธ์ อยู่ แม้ว่ามีคนพยายามจะให้ลามไปถึงนายกรัฐมนตรี แต่ท่าทีของท่านก็ยังไม่ได้หักหาญน้ำใจของกองหนุนมากจนเกินไป กลายเป็นแต้มบวกให้นายกฯ หากเป็นคนที่คิดอะไรแบบซับซ้อน อาจมองว่ารอบนี้พี่ใหญ่ หมายถึงพล.อ.ประวิตร เสียสละตัวเองเพื่อน้องหรือเปล่า แล้วจะได้เกิดกระแสว่าพี่ใหญ่มีปัญหาแต่ยังปล่อยให้กระบวนการดำเนินต่อไปอย่างตรงไปตรงมา ไม่กระโดดลงมาอุ้ม แต่ในมุมของพล.อ.ประวิตร ตนมองว่าหากสิ่งที่ทำอยู่เป็นการฆ่าน้องก็ต้องถอย เพราะวันหนึ่งมันจะลามถึงรัฐบาล ท่านต้องตัดไฟ ส่วนตัวมองว่าเมื่อท่านคิดว่าท่านมีความพร้อม ถ้าท่านสามารถการวางระบบเรียบร้อยแล้วในการที่มีตำแหน่งในรัฐบาล กับการที่เป็นกองหนุนอยู่ข้างหลัง หากเป็นสถานะที่ไม่แตกต่างกันท่านก็พร้อมถอย เพราะจะทำให้การเมืองเบาลง และเกิดกระแสบวกกับนายกรัฐมนตรี
ขณะที่ “รสนา โตสิตระกูล” อดีตสมาชิกวุฒิสภากรุงเทพมหานคร เปิดเผยว่า เมื่อวานนี้ได้ฟัง ป.ป.ช. แถลงแล้วก็ไม่เห็นว่ามีความคืบหน้า เพียงเลขาธิการ ป.ป.ช.อธิบายหลักการกระบวนการยื่นบัญชีทรัพย์สินที่ใครก็รู้กันอยู่แล้ว แต่ประเด็นปัญหาที่สังคมอยากรู้คือ นาฬิกา 25 เรือน ที่พล.อ.ประวิตรได้หลุดปากออกมาแล้วว่า “เป็นนาฬิกาของเพื่อน” ปัญหาคือสังคมเขาสงสัยว่ามันจริงหรือไม่ แม้ป.ป.ช.บอกว่า ถ้าเป็นของเพื่อน พล.อ.ประวิตรไม่ต้องชี้แจง แต่จริงๆแล้วมันไม่ใช่ เพราะ ป.ป.ช. ต้องทำหน้าที่ในการไต่สวนหาข้อเท็จจริง เมื่อพล.อ.ประวิตรถูกตั้งข้อสงสัยว่า ได้นาฬิกามาขนาดนี้ได้อย่างไร และประเด็นสำคัญที่ต้องหาข้อเท็จจริงตอนนี้เหลือเรื่องเดียวคือ นาฬิกาเหล่านี้เป็นของเพื่อนจริงหรือไม่ และป.ป.ช.ต้องบอกว่าให้ พล.อ.ประวิตร พิสูจน์จนสิ้นสงสัย ไม่ใช่บอกว่า เป็นของเพื่อนแล้วจบให้ป.ป.ช.ไปหาเองว่าเป็นเพื่อนคนไหน ถ้าคุณยังพิสูจน์ไม่ได้ก็เท่ากับว่านาฬิกานั้นเป็นของคุณอยู่ คุณก็ต้องชี้แจงว่าเป็นของเพื่อนคนไหน เช่น ใครเป็นคนซื้อ มีเอกสารว่าใครเป็นเจ้าของ ซื้อจากที่ไหน มีใบรับประกัน ถ้าเพื่อนตายไปแล้วเขาก็ต้องมีหลักฐานเพื่อนำมาพิสูจน์
“ต้องนำนาฬิกาทั้งหมดมาดู แล้วเมื่อวานนี้ เลขาธิการ ป.ป.ช. บอกว่าอาจจะไม่ถึง 25 เรือน แต่หากเพจอย่าง CSI LA นำภาพนาฬิกาเรือนที่ 26 27 มาลงถือว่าคุณหน้าแตกนะ แล้วพล.อ.ประวิตรต้องเอาของจริงมา แล้วพาคนให้ยืมมาชี้แจง แล้วบุคคลเพื่อให้ยืมต้องไม่มาแล้วพูดปากเปล่า ต้องนำหลักฐานมาด้วย ซื้อที่ไหน มีใบรับประกัน มีการเสียภาษีถูกต้องไหม เป็นการพิสูจน์ว่านาฬิกานั้นได้มาโดยถูกต้องไหม เมื่อรู้ว่าใครเป็นเจ้าของก็ต้องรู้ว่านาฬิกานั้นเข้ามาโดยถูกต้องไหม นาฬิการาคาขนาดนี้ต้องเสียภาษีอยู่แล้ว ถ้าคนที่รับสมอ้างเมื่อตรวจสอบแล้วว่านาฬิกาไม่เสียภาษี ก็มีความผิดตามมาตรา 242 ของพ.ร.บ.ศุลกากร มีโทษติดคุก 10 ปี แล้วปรับ 4 เท่าของนาฬิกาบวกกับอากร แล้วคนที่สวมใส่นาฬิกาที่ไม่เสียภาษีก็โดนด้วย คุก 5 ปี แล้วปรับ 4 เท่า ไม่มีใครอ้างว่าไม่รู้กฎหมายไม่ได้”
อดีตสมาชิกวุฒิสภากรุงเทพมหานคร อธิบายต่อว่า นอกจากเรื่องของศุลกากร ยังจะมีเรื่องของสรรพากร เนื่องจากที่ผ่านมามีอดีตนักการเมืองเอาหุ้นไปฝากไว้ในชื่อของคนใช้ คนขับรถ ฉะนั้นก็ต้องพิสูจน์ว่า คนที่อ้างว่าเป็นเจ้าของมีเงินได้จากไหน มีทรัพย์สินอะไรบ้าง แล้วถ้าคุณรับสมอ้างเป็นเจ้าของนาฬิกาแต่คุณไม่มีรายได้ ก็ต้องไปสืบหาว่ารายได้มาจากไหน มาแล้วได้เสียภาษีเงินได้หรือเปล่า เพื่อจะดูความสมเหตุสมผล และเราหนีทุกอย่างได้แต่สิ่งที่เราหนีไม่ได้มีอยู่สองเรื่องคือ ความตาย และภาษี เมื่อไล่ภาษีก็จะเห็นต้นทาง ที่ผ่านมาเคยเจอกรณีทุจริตยา เมื่อปี 2541 ตอนนั้นตรวจสอบความร่ำรวยผิดปกติของอดีตรัฐมนตรีกระทรวงสาธารณสุข เรื่องการจัดซื้อยา จนสืบไปพบว่าเขามีเงินที่เขาชี้แจงไม่ได้ 233.8 ล้าน เขาอ้างว่าได้มาจากการเล่นการพนันแต่ศาลไม่เชื่อ จึงมีคำสั่งให้ยึดทรัพย์ 233.8 ล้าน ให้ตกเป็นเงินของแผ่นดิน และพบว่ามีเงิน 5 ล้านเป็นเงินสินบนจากบริษัทยา เพื่อให้ใช้อำนาจรัฐมนตรีสั่งยกเลิกราคากลางยา เรื่องนี้เป็นเรื่องนี้น่าสนใจและน่าศึกษาเพราะจะเห็นวิธีการทุจริตการรับสินบน
“ตอนนี้สิ่งที่รัฐบาลควรกังวลคือเรื่องนาฬิกาหรู นั้นอาจจะทำให้ไม่มีโรดแมปการเลือกตั้งก็ได้ อย่าประมาทความรู้สึกอารมณ์ของสังคม และรัฐบาลคนย้อนไปดูประวัติศาสตร์ การซ้ำรอยเดิม ทั้งรัฐประหาร แล้วมีข้อครหาเดียวกับรัฐบาลที่ทำรัฐประหารมา ว่าเข้ามาแล้วก็เหมือนกัน เหมือนสมบัติผลัดกันชม อันนี้ก็จะทำให้รัฐบาลมีปัญหา และทำให้คุณรู้สึกว่าคุณตระบัดสัตย์หรือเปล่า”
อย่างไรก็ตาม “รสนา” วิเคราะห์ว่า สังคมไทยมันแกว่งไปมาเหมือนลูกตุ้มรัฐบาล พอเราเบื่อทหาร ก็อยากไปหานักการเมือง พอเบื่อนักการเมืองก็กลับมาหาทหาร โดยที่ประชาชน นักการเมือง ทหารก็ไม่ได้เหลียวหลังมองประวัติศาสตร์ก็ไปฝันอยากจะได้ อัศวินขี่ม้าขาวมา เราเจอปัญหานี้มาตลอด ว่าพอขับไล่กลุ่มนี้ไป จะมีคนอีกกลุ่มขี่ม้าขาวมาช่วย มันก็แกว่งไปมา ทุกคนควรเรียนรู้ตั้งแต่ พ.ศ.2514 จนถึงปัจจุบันว่าเกิดอะไรแล้ว ปัจจุบันประชาชนก็ตื่นตัวมากขึ้น เรื่องคอร์รัปชันเป็นเรื่องใหญ่ คุณอย่าประมาท ฉะนั้นโรดแมปของคุณอาจจะพังเพราะเรื่องนาฬิกาก็ได้มันอาจจะเป็น "ระเบิดเวลา" ก็ได้
ชมคลิปที่นี่
“รสนา” จี้ “ประวิตร” แสดงสปิริต “ลาออก” เซ่น “นาฬิกาหรู” รักษาความเชื่อมั่น “รัฐบาล”