วันนี้ (27 ม.ค.61) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เจ้าหน้าที่เปิดท่อใช้น้ำของสถานบริการ โคปา คาบาน่า อาบอบนวด ที่ซอยรัชดาภิเษก 17 เพื่อนำตัวอย่างน้ำ ไปตรวจสอบหาค่าเหนี่ยวนำไฟฟ้าในน้ำ ว่าสถานบริการแห่งนี้ลักลอบใช้น้ำบาดาลหรือไม่ ซึ่งปกติพบว่าใช้น้ำจำนวนมาก รวมทั้งตรวจสอบโครงสร้างตัวอาคาร ว่าเข้าข่ายผิด พ.ร.บ.อาคารหรือไม่ ภายหลังตำรวจพบหลักฐานพบว่ามีชื่อ น.ส.ศศิธร วีระเทพสุภรณ์ หุ้นส่วนสถานบริการอาบอบนวด วิคตอเรีย ซีเครท ในเอกสารการจดทะเบียน
โดยก่อนเข้าตรวจสอบ เจ้าหน้าที่นำหมายค้นของศาลอาญาเข้าแสดงต่อผู้ประกอบการ ซึ่งมีตำรวจกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม หรือ บก.ปทส. , กรมทรัพยากรน้ำบาดาล , สำนักงานเขตดินแดง , ตำรวจท้องที่ สน.ห้วยขวาง และทหาร เข้าร่วมตรวจสอบ ซึ่งตัวอย่างน้ำ 11 ตัวอย่าง ถูกนำมาวัดค่าเหนี่ยวนำไฟฟ้า พบว่ามี 1 ตัวอย่าง ที่มีค่าสูงถึง 568 ไมโครซีเมนต่อเซนติเมตร สูงกว่าค่ามาตรฐานซึ่งอยู่ที่ 388 ไมโครซีเมนต์ต่อเซ็นติเมตร และต้องนำตัวอย่างทั้งหมดเข้าห้องแลปเพื่อตรวจสอบอย่างละเอียดอีกครั้ง ในการหาแร่ธาตุว่าเป็นน้ำบาดาลหรือไม่ ซึ่งใช้เวลาประมาณ 1 สัปดาห์ จึงจะทราบผลการตรวจ
ขณะที่ นายประโยชน์ ด่านก่อโพธิ์ ผู้อำนวยการศูนย์พิทักษ์น้ำบาดาล กรมทรัพยากรน้ำบาดาล และ พ.ต.อ.สุวัฒน์ อินทสิทธิ์ รองผู้บังคับการ ปทส. เปิดเผยว่า จากการตรวจสอบในอาบอบนวดโคปาคาบาน่า เบื้องพบจุดต้องสงสัย 3 จุดที่คาดว่ามีการขุดเจาะวางระบบสูบน้ำบาดาล โดยหากพบว่าสถานบริการแห่งนี้มีการลักลอบใช้น้ำบาดาล ทางศูนย์พิทักษ์น้ำบาดาลจะแจ้งความดำเนินคดีทันที มีโทษจำคุกไม่เกิน 6 เดือน ปรับไม่เกิน 20,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
ทั้งนี้ส่วนความคืบหน้าการสอบสวนกรณี ปรากฏบัญชีตำรวจเข้าใช้บริการพร้อมส่วนลด ของ วิคตอเรีย ซีเครท ด้าน พ.ต.อ.วัชรินทร์ พูสิทธิ์ รองผู้บังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกียวกับการทุจริตและประพฤติมิชอบในวงราชการ หรือ ปปป. เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 25 ม.ค. ที่ผ่านมา ได้สอบสวนถึงวิธีการและขั้นตอนการลงชื่อของเจ้าหน้าที่ ๆ เข้ามาใช้บริการ และขอส่วนลดการให้บริการต่าง ๆ เช่น มาใช้บริการด้วยตัวเองหรือไม่ หากมีผู้อื่นมาใช้โควต้าของเจ้าหน้าที่จะต้องประสานเด็กเชียร์แขกคนไหน รวมทั้งหาความหมายของการลงบิลเอกสาร เบื้องต้นได้รับแจ้งอย่างไม่เป็นทางการว่า ผู้ต้องหาไม่ให้ความร่วมมือ โดยให้การว่าไม่รู้ไม่เห็น ซึ่งวันที่ 30 ม.ค. จะรายงานกับ พล.ต.อ.ศรีวราห์ รังสิพรหามณกุล รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ