เมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมา ตามเวลาประเทศไทย ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ได้ขึ้นกล่าวสุนทรพจน์และแถลงนโยบายประจำปีต่อสภาคองเกรสเป็นครั้งแรก หลังเข้ารับตำแหน่งผู้นำสหรัฐฯ ครบ 1 ปี ทรัมป์ยกย่องว่าสหรัฐฯปลอดภัย เข้มแข็ง และน่าภาคภูมิใจ ภายใต้การบริหารงานของตนเอง โดยบอกว่านี่เป็นช่วงเวลาที่ดีที่สุดที่ชาวอเมริกันจะได้เริ่มต้นใช้ชีวิตตามแนวคิดแบบ American Dream ซึ่งตั้งอยู่บนพื้นฐานของความเท่าเทียม รวมถึงสิทธิและเสรีภาพในการดำเนินชีวิต แน่นอนว่าผลงานเด่นที่ทรัมป์คุยได้อย่างเต็มปาก คือ นโยบายด้านเศรษฐกิจ เห็นได้จากสภาพเศรษฐกิจที่ฟื้นตัวขึ้น ตัวเลขจ้างงานในประเทศที่เพิ่มขึ้นถึง 2 ล้าน 4 แสนตำแหน่ง รวมถึงตลาดหลักทรัพย์ที่พุ่งทะยาน แม้ว่าจะสวนทางกับคะแนนนิยมของเขาที่ลดต่ำลงอย่างต่อเนื่องก็ตาม
นอกจากนี้ ทรัมป์ยังเรียกร้องให้พรรคเดโมแครตประนีประนอม เพื่อให้สามารถบรรลุข้อตกลงต่างๆและทำงานร่วมกันได้ ซึ่งคาดว่าหมายถึงข้อเสนอของเขาที่จะให้สัญชาติเยาวชนที่เข้าเมืองผิดกฎหมาย หรือ ดรีมเมอร์ส แลกกับการให้เดโมแครตช่วยอนุมัติงบสร้างกำแพงกั้นพรมแดนสหรัฐฯ-เม็กซิโก ส่วนนโยบายด้านต่างประเทศ ทรัมป์ประกาศว่า แทบทุกพื้นที่ในซีเรียและอิรักที่เคยตกอยู่ภายใต้การปกครองของกลุ่มรัฐอิสลาม หรือไอเอส ถูกยึดคืนได้หมดแล้ว แต่ปฏิบัติการกวาดล้างกลุ่มก่อการร้ายกลุ่มนี้จะยังดำเนินต่อไป จนกว่าไอเอสทั้งหมดจะพ่ายแพ้
นอกจากนี้ ทรัมป์ยังได้ประณามเกาหลีเหนือที่ยังคงเดินหน้าพัฒนาขีปนาวุธและอาวุธนิวเคลียร์ที่เป็นภัยกับสหรัฐฯ ซึ่งรัฐบาลจะใช้มาตรการทั้งหมดกดดันไม่ให้เกิดขึ้น รวมถึงมีการกล่าวถึงคู่แข่งอย่างรัสเซียและจีนที่ท้าทายผลประโยชน์ของสหรัฐฯด้วย
อีกหนึ่งคนที่ถูกจับตามองไม่แพ้ทรัมป์ คือสุภาพสตรีหมายเลข 1 ของสหรัฐฯ นางเมลาเนีย ทรัมป์ ที่มาปรากฎตัวร่วมกับทรัมป์เป็นครั้งแรก หลังจากก่อนหน้านี้ได้ยกเลิกภารกิจเยือนต่างประเทศร่วมกับทรัมป์และหายหน้าไประยะหนึ่ง ซึ่งหลายฝ่ายคาดว่าเป็นเพราะกระแสข่าวความสัมพันธ์ลับๆระหว่าง สตอร์มมี แดเนียลส์ ดาราหนังโป๊กับทรัมป์
ส่วนบรรยากาศนอกอาคารรัฐสภา ก็ครึกครื้นไม่แพ้กัน มีรายงานว่ากลุ่มผู้ประท้วงจำนวนมาก มาปักหลักชูข้อความต่อต้านทรัมป์ ตลอดแนวเส้นทางที่ขบวนรถของทรัมป์จะผ่าน แต่บรรยากาศโดยรวมเป็นไปด้วยความสงบเรียบร้อย สำหรับการแถลงนโยบายประจำปีของทรัมป์ ได้รับการถ่ายทอดสดไปทั่วสหรัฐฯ และอีกหลายประเทศทั่วโลก โดยคาดว่าจะมีผู้ชมมากถึง 40 ล้านคน
ภาพ : AFP