กางข้อมูลการศึกษาไทยทำไมย่ำอยู่กับที่


โดย PPTV Online

เผยแพร่




ปัญหาระดับชาติที่มีมาอย่างยาวนานในประเทศไทยคือเรื่อง “ระบบการศึกษา” ซึ่งไม่ว่าจะผ่านมากี่ยุคกี่รัฐบาลก็ยังไม่สามารถแก้ไขเรื่องนี่ได้เป็นชิ้นเป็นอัน

หลายคนคงอยากทราบว่าแล้วอะไรคือเครื่องวัดความสำเร็จของระบบการศึกษาที่เห็นได้ชัดเจน ซึ่งความจริงแล้วมีการวัดได้หลายแบบ แต่ที่กำลังจะเกิดขึ้นในปีนี้คือโครงการประเมินผลนักเรียนร่วมกับนานาชาติ หรือเรียกสั้น ๆ ว่า “PISA” (Programme for International Student Assessment) ที่ริเริ่มโดยองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (Organisation for Economic Co-operation and Development หรือ OECD) มีวัตถุประสงค์เพื่อประเมินคุณภาพของระบบการศึกษาในการเตรียมความพร้อมให้ประชาชนมีศักยภาพหรือความสามารถพื้นฐานที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิตในโลกที่มีการเปลี่ยนแปลง

สำหรับ PISA เน้นการประเมินสมรรถนะของนักเรียนเกี่ยวกับการใช้ความรู้และทักษะในชีวิตจริงมากกว่าการเรียนรู้ตามหลักสูตรในโรงเรียน ปัจจุบันนี้มีประเทศจากทั่วโลกเข้าร่วมโครงการมากกว่า 70 ประเทศ โดยไทยเข้าร่วมโครงการวิจัยนี้ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2543 โดยการประเมิณจะมีขึ้นทุก ๆ 3 ปีและปีนี้ก็วนมาครบพอดีที่ประเทศไทยจะได้ทดสอบระบบการศึกษาว่ามีการพัฒนาขึ้นหรือไม่

หากย้อนกลับไปดูผลการสอบเมื่อรอบที่แล้ว ประเทศไทยนั้นแพ้ประเทศเพื่อนบ้านอย่างเวียดนามขาดลอยทั้งในด้านวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ การอ่าน ยิ่งไปกว่านั้นประเทศสิงคโปร์ยังมีดีกรีเป็นถึงแชมป์ในโครงการนี้เมื่อปี 2558 โดยเป็นอันดับ 1 ในโครงการ PISA ทั้งสามด้านที่มีการสอบเอาชนะทั้งญี่ปุ่นและฟินแลนด์ที่ขึ้นชื่อเรื่องระบบการศึกษา

มองจากผลจากสอบ PISA เรียกว่าเด็กไทย “สอบตก” ก็คงไม่ผิดมากนักเพราะคะแนนสอบที่ออกมาค่าเฉลี่ยไม่ผ่านมาตรฐานโออีดีซีสักวิชา แล้วอะไรคือสาเหตุของการสอบตก ? อะไรคือสาเหตุของการโดนเพื่อนบ้านอย่างเวียดนามและสิงคโปร์ทิ้งห่างด้านการศึกษา ? และประเทศไทยยังมีทางออกสำหรับเรื่องนี้หรือไม่ ?

ทีมข่าวพีพีทีวีลองหาคำตอบจากผู้ที่เกี่ยวข้องเรื่องนี้โดยตรงอย่าง ดร.ไกรยส ภัทราวาท กรรมการอิสระเพื่อการปฏิรูปการศึกษา ซึ่งได้คำตอบเกี่ยวกับระบบการศึกษาไทยว่าการศึกษาไทยในปัจจุบันมีพัฒนาการที่ดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง แต่ในยุคนี้ทุกประเทศเห็นถึงความสำคัญในการปฏิรูปการศึกษาอย่างมาก ส่งผลให้การอัตราความเร็วของการพัฒนาการศึกษาที่ต่างกัน การศึกษาของประเทศไทยไม่ได้ถอยหลังลงคลองแต่อย่างใด เพียงแค่ประเทศอื่นการมีพัฒนาการศึกษาที่รวดเร็วมาก  ส่งผลให้ในหลายครั้งมีการชี้วัดระดับการศึกษาแล้วไทยอาจจะมีอันดับที่ต่ำกว่าหลายประเทศในอาเซียน  

อีกทั้งการศึกษาไทยขาดการพัฒนาอย่างต่อเนื่องเพราะเรามีการเปลี่ยนหลายรัฐบาล หลายรัฐมนตรี หลายนโยบาย จึงทำให้ความต่อเนื่องของไทยไปสู่กับความต่อเนื่องของหลายประเทศที่ใช้รัฐบาลเดียว หรือนโยบายเดียว มีพิมพ์เขียวที่ชัดเจนต่อเนื่องเป็น 10 ปี 

ส่วนอีกปัญหาที่ทำคะแนน PISA ของไทยออกมาสู้ประเทศอื่นไม่ได้นั้นเกิดจาก “ความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา” อันเป็นผลต่อเนื่องมาจาก “ความเหลื่อมล้ำทางสังคม”นั้นหมายความว่าประเทศไทยจะมีเด็กกลุ่มหนึ่งที่เก่ง สามารถทำคะแนนเทียบเท่าเด็กญี่ปุ่น สิงคโปร์ ฮ่องกง แต่เด็กเหล่านั้นมีจำนวนน้อยกว่าเด็กที่ทำคะแนนได้ไม่ดี ทำให้ค่าเฉลี่ยหล่นลงมา ซึ่งเด็กเหล่านั้นคือผลของการเหลื่อมล้ำทางการศึกษาทำให้ไม่ได้รับการศึกษาที่เท่าเทียมหรือไม่ได้รับโอกาสในการศึกษาเท่าที่ควร

โดยอาจจะเกี่ยวเนื่องจากสถานภาพทางการเงินหรือเศรษฐกิจทางสังคมที่ยังต้องช่วยพ่อแม่ทำมาหากิน ยังไม่มีทุนในการซื้ออุปกรณ์ทางการเรียนและค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องกับการศึกษาเท่าที่ควร สิ่งเหล่านี้คือปัญหาที่ส่งผลกระทบที่ทำให้เด็กเหล่านี้ได้รับการศึกษาสู้คนอื่นไม่ได้ และเด็กเหล่านี้มีมากถึงครึ่งนึงของระบบการศึกษาเป็นเด็กที่อยู่ในครอบครัวที่มีรายได้น้อย 

หากยังไม่สามารถแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาจุดนี้ได้ ประเทศไทยจะมีเด็กด้อยโอกาสที่อ่านออกเขียนได้ช้ากว่าเด็กที่มีโอกาสประมาณ 3 ปีการศึกษา ยกตัวอย่างให้เห็นชัด ๆ คือ ถ้าเด็กอายุ 15 ปี ในเมืองหรือในโรงเรียนชั้นนำอ่านออกเขียนได้เทียบเท่า 15 ปี แต่เด็กอายุ 15 ปีเท่ากันที่อยู่พื้นห่างไกล ขาดความเท่าเทียมทางการศึกษา จะสามารถอ่านออกเขียนได้เทียบเท่ากับเด็กอายุ 12 ปี เท่านั้น สิ่งเหล่านี้จะส่งผลกระทบถึงคุณภาพแรงงานในอนาคตได้ เนื่องจากคนต้องทำงานแข่งกับเทคโนโลยีหรือหุ่นยนต์

ซึ่งรัฐบาลตระหนักถึงปัญหานี้จึงจัดตั้งกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษาเป็นกองทุนที่ต้องจัดตั้งขึ้นมาตามรัฐธรรมนูญ จะแก้ไขในเรื่องของความเหลื่อมล้ำตั้งแต่ครรภ์มารดาจนถึงการเข้าสู่ตลาดแรงงานให้มีคุณภาพ แบ่งเป็นผู้ขาดแคลนทุนทรัพย์กับคนทั่วไป เพราะระบุไว้ชัดเจนว่ากองทุนนี้ต้องสนับสนุนผู้ขาดแคลนทุนทุกช่วงวัยเพื่อพัฒนาการที่สมวัยและสร้างความพร้อมก่อนจะเข้าสู่ระบบการศึกษาและต้องช่วยเหลือทั้งตัวเด็กและครอบครัว เพื่อส่งเสริมให้เด็กสำเร็จการศึกษาขั้นพื้นฐานจนถึงมัธยมตอนปลาย หรือ ปวส. ให้ได้

ส่วนทางด้านผู้ที่คลุกคลีกับเด็กนักเรียนอยู่ทุกวันอย่างอาจารย์ปิง ดาว๊อง (ปิง เจริญศิริวัฒน์) เจ้าของสถาบันกวดวิชาชื่อดัง มองว่าเด็กไทยนั้นมีศักยภาพไม่ด้อยไปกว่าเด็กชาติอื่น ๆ และการที่เด็กคะแนนสอบออกมาไม่ดีนั้น ไม่อยากให้โทษระบบการศึกษาเพียงอย่างเดียว โดยมองว่าสถาบันครอบครัวเป็นสิ่งสำคัญในการผลักดันเด็กไปในทางที่ถูกต้อง รวมถึงโรงเรียนก็ต้องมีส่วนในการนำหลักสูตรมาใช้ให้เกิดประโยชน์ต่อตัวเด็กอย่างเต็มที่ ซึ่งเรื่องนี้ก็ต้องฝากไปถึงผู้ใหญ่ที่วางหลักสูตรการเรียนการสอนของประเทศไทยด้วย

“เราไม่สมควรที่จะโทษครูบาอาจารย์สำหรับหลักสูตรที่เก่าไปของประเทศไทย เพราะครูมีหน้าที่สอนเด็กตามที่ทางผู้ใหญ่วางแผนมาให้ หากจะโทษควรจะไปโทษผู้ใหญ่มากกว่า ที่เขียนหลักสูตรให้ครูนำไปสอนแบบนี้ ทุกวันนี้เราเห็นครูอยู่กับงานเอกสารมากกว่าการสอนเสียอีก ทำไมครูสมัยก่อนถึงสอนลูกศิษย์ออกมามีคุณภาพ คงเป็นเพราะไม่ต้องมาใส่ใจกับงานเอกสารแบบนี้หรือไม่ ?”

อาจารย์ปิงเสนอความคิดเห็นเรื่องการปฏิรูประบบการศึกษาไทยว่าหากจะทำให้หลักสูตรการศึกษาไทยดีขึ้นเทียบเท่าประเทศอื่นๆ อย่างแรกควรจะให้เด็กมีส่วนร่วมหรือบอกความต้องการของเด็กเพื่อที่จะมาปรับแผนการสอนหรือหลักสูตรให้ดีขึ้น ยกตัวอย่างโรงเรียนในเครือสาธิตที่ทางโรงเรียนปล่อยนักเรียนเป็นอิสระ ฟังว่านักเรียนชอบอะไรหรือไม่ชอบอะไร ซึ่งผลลัพธ์คือผลการเรียนของเด็กหลายๆ คนออกมาดีขึ้น อย่างที่สองควรยกเลิกการเรียบเรียงเนื้อหาการสอนออกมาให้เป็นวิชาการมากเกินไป โดยไปเน้นกับคอนเทนท์ที่เกี่ยวกับด้านการเรียนรู้ให้มากขึ้น และที่สำคัญที่สุดครูต้องปรับตัวให้เข้ากับนักเรียน

ก่อนจะพูดถึงประเด็นสถาบันกวดวิชาที่กำลังทยอยปิดตัวลงมากขึ้นทุกวันว่า สาเหตุเป็นเพราะความนิยมเรียนกวดวิชาของเด็กลดลง เนื่องจากหลายโรงเรียนมีการปล่อยเกรดมากเกินไป ทำให้เด็กมีความคิดว่าไม่จำเป็นต้องออกไปศึกษาจากสถาบันกวดวิชาเพิ่มเติม แต่ส่วนตัวคิดว่าเด็กยังจำเป็นต้องเรียนกวดวิชาอยู่เพื่อเพิ่มความรู้นอกห้องเรียนให้กับตัวเองเพื่อเป็นการเตรียมตัวสอบสนามที่ใหญ่กว่า เหมือนเป็นการเปิดโลกกว้างให้กับเด็กเอง

โดยการจากสังเกตจะพบว่าเด็กที่สนใจเรียนกวดวิชาคือเด็กช่วงมัธยมศึกษาปีที่ 6 เนื่องจากต้องการความรู้ไปใช้ในการสอบเข้ามหาวิทยาลัย ต่างกับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ที่ต้องการสอบเพื่อเลื่อนชั้นเท่านั้น จึงคิดว่าความรู้ในห้องเรียนนั้นเพียงพออยู่แล้ว โดยความเห็นส่วนตัวมองว่าเนื้อหาในห้องเรียนของชั้นมัธยม 6 นั้นมีมากไปไม่สอดคล้องกับเวลาเรียนที่มีเพียง 40 นาที ต่างกับชั้นมัธยม 4 ที่มีเวลาเรียนมากเกินไป และมีแต่เนื้อหาที่ไม่จำเป็น และเน้นการท่องจำมากเกินไป

นี่คือความคิดเห็นของสองบุคคลที่คลุกคลีอยู่กับวงการการศึกษาไทยมาอย่างยาวนาน จะเห็นได้ว่าปัญหาการศึกษานี้มีปัจจัยจากหลายอย่างด้วยกัน ทั้งตัวหลักสูตรเอง ครูผู้สอน เด็กนักเรียน หรือแม้กระทั่งครอบครัว ดังนั้นหากเราคือคนที่คิดว่าต้องการปฎิรูปการศึกษาประเทศไทย คงต้องช่วยกันมองสิ่งใกล้ตัวก่อนว่าเราจะสามารถช่วยกันปฏิรูปสิ่งไหนได้บ้าง เพราะการศึกษาคือรากฐานสำคัญในการพัฒนาประเทศ

PR-โปรแกรมผลบอล-2_B PR-โปรแกรมผลบอล-2_B
TOP ประเด็นร้อน
วิดีโอยอดนิยม
เรื่องที่คุณอาจพลาด

วิดีโอยอดนิยม

ข่าวเด่นในรอบสัปดาห์

ขณะนี้ มีรายการกำลังถ่ายทอดสด โปรแกรมฟุตบอล คุณสนใจหรือไม่?

อุราวะ เรดส์

VS

กัมบะ โอซาก้า

เพิ่ม PPTVHD36
ลงในหน้าจอหลักของคุณ