นานาชาติพร้อมใจกันประณามกลุ่มนักรบไอเอส หลังบุกทำลายเมืองนิมรัด (Nimrud) ในอิรัก ซึ่งถือเป็นแหล่งอารยธรรมอันทรงคุณค่าตั้งแต่ยุคเมโสโปเตเมีย ล่าสุด นางอีรินา โบโควา ผู้อำนวยการองค์การการศึกษา วิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ (ยูเนสโก) ออกมาแถลงประณามกลุ่มไอเอสว่า เจตนาก่ออาชญากรรมสงคราม จากกรณีบุกเข้าทำลายโบราณสถานและโบราณวัตถุในเมืองนิมรัด ทางตอนเหนือของอิรัก ตั้งอยู่ริมฝั่งแม่น้ำไทกริส ห่างจากเมืองโมซูลเพียง 40 กิโลเมตร ซึ่งถือเป็นแหล่งอารยธรรมล้ำค่าของประวัติศาสตร์สมัยจักรวรรดิอัสซีเรีย โดยมีอายุเก่าแก่ถึง 3,000 ปี
ทั้งนี้ นางโบโควา ได้หารือด่วนกับนายบัน คี มูน เลขาธิการสหประชาชาติ (ยูเอ็น) เพื่อหาทางหยุดยั้งพฤติกรรมดังกล่าวของกลุ่มไอเอสอย่างเร่งด่วน และเพื่อไม่ให้แหล่งอารยธรรมสำคัญของโลกถูกทำลายมากไปกว่านี้
ขณะที่ผู้เชี่ยวชาญและนักโบราณคดี มองว่ากลุ่มไอเอสพยายามลบล้างประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติ และคาดว่ากลุ่มไอเอสจะเผยแพร่คลิปการทำลายเมืองนิมรัด ซึ่งได้รับการยกย่องให้เป็นหนึ่งในแหล่งอารยธรรมล้ำค่าแห่งอารยธรรมสมัยเมโสโปเตเมียออกมาในไม่ช้า หลังจากเผยแพร่คลิปทำลายโบราณวัตถุในพิพิธภัณฑ์ในเมืองโมซูลไปก่อนหน้านี้
นอกจากนี้ หลายฝ่ายยังกังวลว่า เป้าหมายต่อไปของกลุ่มไอเอส คงหนีไม่พ้นเมืองเฮตรา ซึ่งตั้งอยู่ห่างจากเมืองโมซูลไปทางใต้ราว 100 กิโลเมตร และได้รับการขึ้นทะเบียนจากองค์การยูเนสโกให้เป็นมรดกโลกทางวัฒนธรรม เนื่องจากเป็นสถานที่ตั้งของสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ทางศาสนา ที่โดดเด่นด้วยการก่อสร้างตามแบบศิลปกรรมเฮลเลนิสติก ซึ่งมีความเก่าแก่ย้อนไปได้ถึง 2,000 ปี
อย่างไรก็ตาม มีรายงานล่าสุดจากกองทัพสหรัฐว่า กองกำลังของอิรักสามารถผลักดันกลุ่มไอเอสให้ถอยร่นจากเมืองอัลบักดาดี ซึ่งอยู่ไม่ห่างจากฐานทัพอากาศที่มีทหารสหรัฐประจำอยู่ได้แล้ว โดยปฏิบัติการดังกล่าวได้รับความช่วยเหลือจากสหรัฐและชาติพันธมิตรที่ร่วมกันปฏิบัติการโจมตีทางอากาศฐานที่มั่นกลุ่มไอเอส