เมื่อวานนี้ บริษัท เบิร์กไชร์ ฮาธาเวย์ ซึ่งเป็นบริษัทด้านการลงทุนของ วอเรน บัฟเฟต มหาเศรษฐีอันดับต้นๆของโลก ได้เปิดเผยผลกำไรรายไตรมาสและกำไรทั้งปี โดยพบว่าตลอดทั้งปี 2017 บริษัทมีกำไร 65,000 ล้านดอลลาร์ หรือ ประมาณ 2 ล้านล้านบาท โดย บัฟเฟตระบุว่ากำไรก้อนดังกล่าวมาจากผลการดำเนินธุรกิจเพียง 36,000 ล้านดอลลาร์หรือประมาณ 1.1 ล้านล้านบาท ซึ่งอยู่ในระดับปกติ แต่กำไรที่เพิ่มขึ้นเป็นพิเศษอีก 29,000 ล้านดอลลาร์ หรือ เกือบ 9 แสนล้านบาท เป็นผลมาจากการแก้กฎหมายภาษีของรัฐสภาสหรัฐฯ ที่ปรับลดภาษีนิติบุคคลจาก 35 เปอร์เซนต์ เหลือ 21 เปอร์เซนต์
แม้จะได้ผลประโยชน์มหาศาลจากนโยบายปฏิรูปภาษี ที่ผลักดันโดย ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ และ พรรครีพับลิกัน แต่ บัฟเฟต ยังยืนยันจุดยืนส่วนตัวที่เห็นว่าผู้มีฐานะดีควรถูกเก็บภาษีในอัตราที่สูงขึ้น ขณะเดียวกันก็ยอมรับว่าการปรับลดภาษีเช่นนี้เป็นประโยชน์ต่อผู้ที่ลงทุนกับ บริษัท เบิร์กไชร์ ฮาธาเวย์ เช่นกัน
สำหรับ เบริ์กไชน์ ฮาธาเวย์ ปัจจุบันมีสถานะเป็นเจ้าของบริษัทชั้นนำหลายแห่ง เช่น แดรี่ ควีนส์ และ ดูราเซลล์ รวมทั้งยังถือหุ้นในอีกหลายบริษัท เช่น แอปเปิ้ล ไอบีเอ็ม และ โคคา-โคลา
โดยสินทรัพย์ของเบริ์กไชน์ ฮาธาเวย์ ปัจจุบันมีมูลค่าประมาณ 700,000 ล้านดอลลาร์ หรือกว่า 20 ล้านล้านบาท ขณะที่บัฟเฟต มีมูลค่าทรัพย์สินรวมอยู่ที่ 86,000 ล้านดอลลาร์ หรือประมาณ 2.5 ล้านล้านบาท ทำให้ตัวเขาเป็นมหาเศรษฐีอันดับ 3 ของ โลก รองจาก บิล เกตส์ ผู้ก่อตั้งบริษัทไมโครซอฟต์ และ เจฟฟ์ เบโซส ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ “แอมะซอน” บริษัทอีคอมเมิร์ซ ยักษ์ใหญ่ของสหรัฐฯ