โดยจะขายวันสุดท้าย 2 มีนาคมนี้ ส่วนที่เหลือจะนำไปบริจาคให้กับ โรงเรียน วัด เรือนจำ มูลนิธิผู้พิทักษ์ป่าห้วยขาแข้ง เป็นต้น อาจารย์ ดร.จอมขวัญ ผลภาษี ผู้ช่วยอธิการบดีฝ่ายเทคโนโลยีสารสนเทศ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย บอกกับ ทีมนิวมีเดีย พีพีทีวี ว่า ไม่ใช่ครั้งแรกของการเปิดจำหน่ายหนังสือจากห้องสมุด แต่ที่ผ่านๆมาจะรู้เป็นการภายในเท่านั้น สำหรับปีนี้ยอมรับว่าเมื่อมีการแชร์ต่อๆกันในโลกออนไลน์ทำให้มีบุคคลภายนอกให้ความสนใจมากขึ้น
สาเหตุที่ต้องนำหนังสือจากห้องสมุดออกมาขาย…
ส่วนหนึ่งเป็นการทำ Elementary Control โดยมีจะหลักการคัดเลือก เช่น ประวัติการใช้งานของหนังสือ การยืม-คืน หนังสือที่มีการอัพเดตข้อมูลใหม่ หนังสือมีการจัดซื้อจำนวนหลายเล่ม โดยจะนำมาวิเคราะห์และวางแผนว่าควรจะเก็บหนังสือเล่มใดไว้ เล่มใดนำมาขายต่อ รวมทั้ง วางแผนการซื้อหนังสือประเภทอื่นๆเข้ามาเพิ่มซึ่งจะมีการหมุนเวียนอยู่ตลอด
ซึ่งการซื้อหนังสือที่เป็นเล่มกระดาษเข้ามาอยู่ที่ประมาณ 4,000 เล่ม แต่การซื้อหนังสือที่เป็น ดิจิทัล บุ๊ก จะอยู่ที่ 400,000 เล่ม ผ่านระบบฐานข้อมูลของต่างประเทศ หรือคิดเป็นสัดส่วนดิจิทัลบุ๊กอยู่ที่ 50% หนังสือเป็นเล่มกระดาษ 30% ส่วนอีก 20% เป็นไปตามคำขอซื้อจากมหาวิทยาลัย และครั้งนี้ที่นำออกมาขายมีอยู่ราว 50,000 เล่ม คิดเป็น 25% ของหนังสือทั้งหมดที่มีอยู่ในห้องสมุด
แบบนี้สักวันหนังสือรูปแบบกระดาษอาจจะหายไป...?
“ยังไม่เชื่อว่าหนังสือจะหายไป” อาจารย์ ดร.จอมขวัญ บอกอย่างมั่นใจเพราะการอ่านหนังสือจากกระดาษเป็นสัมผัสที่ให้ความรู้สึกโดยตรงกับคนอ่าน ให้ความรู้สึกอิ่มเอมกับคน หรือ อรรถรสต่างๆ ที่เราได้รับจากหนังสือ ส่วนสื่อดิจิทัลก็มีเรื่องของการรับข้อมูลดังนั้นก็อยู่ที่ความนิยมของแต่ละคน แต่สุดท้ายก็ยังต้องฝากไว้ว่าหนังสือทุกเล่มมีคุณค่าในทางประวัติศาสตร์
นอกจากหนังสือที่เปิดขายอยู่นี้ ทีมงานมีโอกาสตาม คุณปนัดดา บุญสิงห์ หัวหน้าแผนกบริการทรัพยากรสารสนเทศ ม.หอการค้าไทย และ คุณเพ็ญสภาค กาเยาว์ หัวหน้าแผนกวิเคราะห์ทรัพยากรสารสนเทศ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ไปยังชั้น 7 ของห้องสมุดเพื่อไปดูคลังหนังสืออีกกว่า 10,000 เล่ม ที่เป็นหนังสือถูกจับตาโดยจะคอยติดตามดูว่าภายใน 3-5 ปี จะมีประวัติการถูกยืม-คืนอย่างไรเพื่อคัดออกมาจำหน่ายอีกครั้ง
อย่างไรก็ตาม ถ้าไปดูจำนวนห้องสมุดของประเทศไทยเทียบกับประเทศในแถบภูมิภาคอาเซียน ข้อมูลจากเว็บไซต์ libraryhub พบว่า ไทยมีจำนวนห้องสมุดในปี 2559 อยู่ 865 แห่ง ขณะที่ประเทศเวียดนามถือว่ามากที่สุดคือ 6,691 แห่ง และน้อยที่สุดคือประเทศสิงคโปร์ 22 แห่ง
เมื่อโลกหมุนผ่านมาถึงจุดที่กลิ่นหมึกพิมพ์ค่อยๆจางลงหนอนหนังสือก็คงต้องทั้งปรับตัวเพื่อเปิดรับเทคโนโลยีไปพร้อมๆกับการรักษาคุณค่าของหนังสือให้คงอยู่ให้นานที่สุด