วันนี้ (12 มี.ค.61) ที่คณะนิติศาสตร์ธรรมศาสตร์ ศูนย์ท่าพระจันทร์ จัดงาน “14 ปี สมชายหาย สังคมไทยได้อะไร” จัดโดย ครอบครัวนีละไพจิตร คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มูลนิธิผสานวัฒนธรรม คณะกรรมการนักนิติศาสตร์สากล แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทย และสำนักงานข้าหลวงใหญ่เพื่อสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาสหประชาชาติ
นางอังคณา นีละไพจิตร ภรรยาของนายสมชาย นีละไพจิตร เล่าเรื่องในอดีตให้ฟังว่า วันที่ทนายสมชาย หายตัวไปญาติพี่น้องหายไปหมดเพราะทุกคนกลัว ทนายความที่เป็นเพื่อนกับสมชายก็หายหน้าไปหมด บางคนต้องหนีไปอยู่ประเทศเพื่อนบ้าน เพื่อนที่เป็นนักการเมืองอยู่ฝั่งรัฐบาลมาที่บ้านแล้วบอกว่า “ทำอะไรไม่ได้หรอก ตอนนี้เผาทิ้งไปหมดแล้ว”
นี่คือสิ่งที่เกิดขึ้นกับทนายความที่เป็นที่รู้จัก แต่ถ้าเกิดขึ้นกับประชาชนธรรมดา สิ่งเหล่านี้ทำให้เกิดความหวาดกลัว ทำให้เหยื่อไม่สามารถออกมาพูดอะไรได้เลย
นางอังคณา กล่าวต่อว่า ตนรู้สึกเสียใจและผิดหวังเป็นอย่างมาก เนื่องจากเมื่อปีที่ผ่านมาได้รับหนังสือจากกรมสอบสวนคดีพิเศษถึงครอบครัว เพื่อแจ้งให้ทราบว่าหลังจากที่กรมสอบสวนคดีพิเศษรับคดีของสามียาวนานถึง 11 ปี 2 เดือน เห็นสมควรที่จะงดการสอบสวน โดยแจ้งข้อความสั้นๆ ประโยคเดียวว่า การสอบสวนคดีทนายสมชายได้เสร็จสิ้นแล้ว โดยกรมสอบสวนคดีพิเศษมีความเห็นควรงดการสอบสวนเนื่องจากไม่ปรากฏตัวผู้กระทำผิด พูดง่ายๆ คือหาคนผิดไม่ได้
นางอังคณา กล่าวว่า ตั้งแต่กรมสอบสวนคดีพิเศษรับคดีนี้ไปทำ ส่วนตัวเชื่อว่ากรมสอบสวนคดีพิเศษไม่ได้มีความเต็มใจที่จะคลี่คลายคดีเพราะผู้ต้องสงสัยทั้งหมดเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจ หลายครั้งที่รัฐมองเรื่องร้ายแรงของชาวบ้านเป็นเรื่องไม่สำคัญ ตั้งแต่ศาลฎีกายกฟ้องตำรวจทั้ง 5 นาย ตนก็ตั้งใจทวงถามความยุติธรรมของรัฐ และจะเฝ้ามองว่ารัฐจะดำเนินการอย่างไรในการให้ความยุติธรรมกับพลเมืองของรัฐ ในการโดนละเมิดสิทธิมนุษยชนในการกระทำที่เกิดจากเจ้าหน้าที่รัฐ
“การคลี่คลายคดีอาชญากรรมโดยรัฐ รัฐต้องมีเจตนาแน่วแน่มั่นคงในการที่จะไม่ปกป้องคนที่กระทำผิด แม้ผู้กระทำผิดนั้นจะเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ” นางอังคณา กล่าวว่า
นางอังคณา กล่าวว่า ต้องขอบคุณรัฐบาลที่ให้เงินเยียวยาให้กับครอบครัวนีละไพจิตร แต่สำหรับครอบครัวแล้วการให้เงินเพื่อเยียวยามันเป็นแค่การสงเคราะห์ มากกว่าที่รัฐจะสำนึกผิดในสิ่งที่รัฐได้กระทำลงไป การรับผิดชอบของรัฐคือการต้องเปิดเผยความจริงถึงที่อยู่และชะตากรรมของสมชาย นีลไพจิตร การนำคนผิดมาลงโทษทางกฎหมาย ในอาชญากรรมที่รัฐเป็นผู้กระทำ การชดเชยด้วยเงินเพียงอย่างเดียวไม่ได้รับประกันว่าเรื่องนี้จะไม่เกิดขึ้นอีก
“ไม่ว่าจะในรัฐบาลพลเรือนหรือรัฐบาลทหารที่อ้างในความชอบธรรมในการปฎิรูปประเทศ ปฎิรูปกระบวนการยุติธรรม ไม่ว่าจะเป็นรัฐบาลที่บอกว่าไม่ดีหรือรัฐบาลที่บอกว่าตัวเองดี แต่สุดท้ายการอาญชกรรมที่เกิดจากเจ้าหน้าที่รัฐก็ยังไม่สามรถคลี่คลายได้จริง” นางอังคณา กล่าว
นางอังคณากล่าวทิ้งท้ายว่า ผ่านมา 14 ปีแล้ว รัฐน่าจะมีความจริงใจต่อกัน พูดความจริงออกมาเพราะไม่มีอะไรต้องปิดบังอีก สำหรับตนก็เหมือนเหยื่อรายอื่น ๆ ที่ชั่วชีวิตนี้ก็อาจจะไม่ได้รับความยุติธรรม แต่ก็เชื่อว่า 14 ปีที่ผ่านมา ทุกสิ่งที่ได้ทำมานับตั้งแต่ 12 มีนาคม 2547 จะทำให้คนรุ่นใหม่ได้เห็นความสำคัญและเห็นคุณค่าของการปกป้องศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของคนทุกคนและเชื่อว่าจะมีคนรุ่นใหม่ร่วมทางกับเรามากขึ้น เพื่อบอกกับรัฐว่าไม่ควรใช้อำนาจตามอำเภอใจอีกต่อไป
จากเหตุการณ์ของทนายสมชายและคดีความต่างๆ ที่เกี่ยวกับการอุ้มหายที่ผ่านมา ทำให้มีการผลักดันร่างพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหายเกิดขึ้น ซึ่งกำลังอยู่ในช่วงดำเนินการร่าง
ผศ.ดร.รณกรณ์ บุญมี คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวว่า ร่างกฎหมายฉบับนี้จะเกี่ยวข้องทั้งการอุ้มหายและการทรมาน แม้ประเทศไทยยังไม่เข้าเป็นภาคีอุ้มหายของ CED อย่างไรก็ตามไทยยังยังถูกจับตามองเรื่องการอุ้มหายอยู่แล้ว เพราะการอุ้มหาย คือการกระทำที่โหดร้ายและย่ำยีศีกดิ์ศรีความเป็นมนุษย์
ตอนที่ประเทศไทยจะเข้าร่วมอนุสัญญาต่อต้านการทรมานในยุคของพล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ เป็นนายกรัฐมนตรีในขณะนั้น ไม่ได้มีความจริงใจในการแก้ไขปัญหานี้ ตอนรัฐมนตรีมีมติว่าจะเข้าร่วมอนุสัญญาต่อต้านการทรมานฯ(CAT) นั่นก็เพื่อเป็นการสร้างภาพลักษณ์และเอาหน้า โดยไม่ต้องมีการแก้ไขกฎหมายอย่างจริงจัง นี่คือจุดยืนประเทศเมื่อปี 2550 เราจะเข้าร่วมแต่เราไม่แก้ไขกฎหมาย
ต่อมาปี 2557 กระทรวงยุติธรรมก็ได้มีความพยายามที่จะผลักดันร่างกฎหมายเพื่อให้ปัญหาที่เกิดขึ้นในสังคมไทยนั้นได้รับการแก้ไขอย่างจริงจัง
โดยปัจจุบันมีการการร่างพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย เพื่อเสนอให้กระทรวงยุติธรรมพิจารณาต่อไป
นายสมชาย หอมลออ นักกฎหมายและที่ปรึษาอาวุโส มูลนิธิผสานวัฒนธรรม กล่าวว่า ข้อหาอุ้มหายมีปัญหาทางปฎิบัติ ต้องมองหาทางแก้ว่าร่างกฎหมายฉบับนี้สามารถแก้ไขได้หรือไม่
คดีอุ้มหายเป็นการดำเนินการของเจ้าหน้าที่ ซึ่งขั้นตอนการสอบสวนตอนนี้อยู่ที่ดีเอสไอ และเรื่องต้องส่งไปที่ปปช. ซึ่งกระบวนการไตร่สวนถือเป็นความลับอย่างยิ่ง ลับกว่าการสอบสวนของพนักงานสอบสวน พอสอบสวนเสร็จก็ไม่มีการเปิดเผยรางละเอียดของการไตร่สวนเพราะมีหลายคดีที่เข้าถึงไม่ได้ นั่นเป็นปัญหาที่ทำให้กระบวนการนี้ขาดความโปร่งใส การซ้อมทรมานและการอุ้มหายมีไม่น้อยทั้งในอดีตและปัจจุบันส่วนมากเกิดจากการทำของทหาร
ในกรณีที่ทหารเป็นผู้ซ้อมทรมานหรือเป็นผู้อุ้มหายก็ยังต้องขึ้นศาลทหารอยู่ดี ทำให้ผู้เสียหายไม่สามารถแต่งตั้งทนายความขึ้นเป็นโจทก์ร่วมได้ ยกเว้นจะมีการกล่าวหาว่าได้กระทำผิดร่วมกับพลเรือน ซึ่งความจริงแล้วศาลทหารควรมีอำนาจในการพิจารณาคดีตามกฎหมายอาญาทหารเท่านั้น อีกทั้งผู้บังคับบัญชาจะร่วมรับผิดชอบเฉพาะกรณีอุ้มหายเท่านั้น ส่วนในกรณีข้อหาทรมานนั้นผู้บังคับบัญชาไม่ต้องเข้าร่วมรับผิดชอบด้วย
ส่วนเรื่องการจับคุมขัง การกำหนดมาตราการจับและควบคุมตัว ซึ่งเป็นการกระทำที่เกิดขึ้นอยู่เสมอน่าจะเป็นบทบาทหน้าที่ของคณะกรรมการที่จะจัดตั้งขึ้นมา แต่ปัญหาคือถ้าไม่ได้กำหนดมาตรการไว้ในกฎหมายฉบับนี้ ก็ควรกำหนดให้คนจับและคนขังเป็นคนละคนเพื่อเป็นการป้องกันการทรมาน
ส่วนเรื่องคดีความมั่นคง ในสถานการณ์พิเศษเช่น การประการกฎอัยการศึกหรือพ.ร.บ.ความมั่นคง ซึ่งให้อำนาจ กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักรหรือ(กอ.รมน.) อย่างเบ็ดเสร็จในการเข้าไปควบคุมหน่วยงาน ที่เกี่ยวกับความมั่นคง ทำให้การตรวจสอบถ่วงดุลกันระหว่างหน่วยงานของรัฐก็จะถูกจำกัด อันนี้ไม่แน่ใจว่ากฎหมายฉบับนี้จะดำเนินการอย่างไรได้