นายปรีชา ณ เชียงใหม่ ทนายความอิสระ กล่าวว่า กรณีที่นายฐนุกร เหลืองใหม่เอี่ยม หรือ “นายแผน” เดินทางไปร้องขอความเป็นธรรมและให้ตรวจสอบพฤติกรรมกรรมนายษิทรา เบี้ยบังเกิด ทนายความฝ่าย ร.ต.ท.จรูญ ว่ามีพฤติกรรมพูดจาข่มขู่ เปิดเผยประวัติส่วนตัวของคู่กรณีผ่านสื่อ ที่สภาทนายความฯ โดยมีนายพัฒนา จาติเกตุ อุปนายกสภาทนายความฯ ฝ่ายกิจการพิเศษ เป็นผู้รับเรื่อง โดยอุปนายกสภาทนายความฯ ยังได้กล่าวถึงกรณีที่นายษิทราแต่งกายไม่เหมาะสม รวมถึงพฤติกรรมต่างๆ จะต้องถูกสอบสวนและชี้แจงกรณีที่เกิดขึ้น หากพบว่าผิดตามมรรยาททนายความก็ต้องได้รับโทษ
กรณีดังกล่าว ทนายปรีชา อธิบายว่า มรรยาททนายความไม่เพียงแต่ควบคุมในเรื่องของการว่าความในศาล แต่ยังครอบคลุมในเรื่องการเคารพต่อตัวลูกความ และไม่ใส่ความคู่กรณี การที่ทนายษิทราพาลูกความไปให้ข้อมูลกับสื่อมวลชน นั้นไม่มีข้อห้าม สามารถทำได้ ในการเปิดเผยข้อมูลเพื่อได้รับความเป็นธรรม แต่ก็ต้องระมัดระวังมากเป็นพิเศษเพราะทุกคำพูดที่พูดออกไปจะถูกบันทึกไว้ทั้งหมด หากมีข้อผิดพลาดก็จะถูกหยิบยกขึ้นมากล่าวถึง และการไปว่าความทุกครั้ง ทุกคดีจะต้องเคารพทนายความฝั่งตรงข้ามด้วย ห้ามด่า ข่มขู่ หรือเหยียดหยาม รวมไปถึงต้องเคารพประชาชนที่มีคดีและเป็นคู่กรณีที่พิพาทกัน ที่สำคัญต้องห้ามนำตัวเองไปเป็นคู่ขัดแย้ง
ในส่วนของเรื่องการแต่งกาย การสวมใส่เสื้อยืด กางเกงยีนส์ ไปออกสื่อ หรือ เดินทางไปที่ต่างๆ ที่ไม่ใช่การว่าความในศาล ไม่ถือว่าเป็นความผิด แต่สิ่งที่เข้าข่ายมีความผิดตามมรรยาททนายความ ข้อ 17 คือห้ามประกาศโฆษณาชื่อ คุณวุฒิ ตำแหน่ง ถิ่นที่อยู่ หรือสำนักงาน อันเป็นการเชิญชวนให้มีผู้มาติดต่อว่าความ หรือ แก้ต่างให้ แม้จะเป็นการว่าความให้โดยไม่มีค่าใช้จ่าย และทำเพื่อคนยากจนก็ตาม ซึ่งหากวิเคราะห์ตามการลงโทษผู้ที่ทำผิดตามมรรยาททนายความคือ 1.ภาคทัณฑ์ 2.ห้ามทำการเป็นทนายเป็นเวลา 1-3 ปี และ 3.ลบชื่อออกจากสภาทนายความ กรณีของทนายษิทราอาจจะอยู่ในระดับภาคทัณฑ์
ชมคลิปที่นี่ : “ทนายปรีชา” เตือน “ษิทรา” ใส่เสื้อยืดมูลนิธิ ส่อผิด! ถึงช่วยคนจนฟรีก็ไม่ได้ เพราะเป็นการโฆษณาตัวเอง