รายงานข่าวแจ้งว่า จุดที่รถบัสประสบอุบัติเหตุในพื้นที่อำเภอวังน้ำเขียว จังหวัดนครราชสีมา ที่เกิดเหตุเป็นทางโค้งอันตรายบวกกับเป็นทางลงเขาคดเคี้ยว ซึ่งมีป้ายเตือนกำหนดให้ใช้ความเร็วอยู่ที่ 60 กิโลเมตรต่อชั่วโมงในบริเวณจุดนี้ แต่จากการตรวจสอบ GPS พบว่า รถบัสคันที่เกิดเหตุใช้ความเร็ว 80 กิโลเมตรต่อชั่วโมง และจากการสอบถามผู้รอดชีวิตบอกว่า ก่อนถึงจุดเกิดเหตุประมาณ 3 กิโลเมตรได้กลิ่นเหม็นคล้ายกับกลิ่นเบรก (อ่านข่าว : คาดสาเหตุรถบัสหลุดโค้งวังน้ำเขียว “ขับเร็วเกินกำหนด-ระบบเบรกมีปัญหา” )
จากเหตุการณ์นี้หากย้อนดูข้อมูลของกรมทางหลวงเรื่องสถิติอุบัติเหตุทางหลวงหมายเลข 304 วังน้ำเขียว-ดอนขวาง ปี 2558-2559 พบว่า ปี 2558 มีอุบัติเหตุ 34 ครั้ง ตาย 12 คน เจ็บ 22 คน ส่วนปี 2559 มีอุบัติเหตุ 46 ครั้ง ตาย 3 คน เจ็บ 62 คน รวมเกิดอุบัติเหตุทั้งหมด 80 ครั้ง ตาย 15 คน เจ็บ 84 คน
ทั้งนี้ ศูนย์วิจัยอุบัติเหตุแห่งประเทศไทย พบว่า รถบัส 2 ชั้น มีความเสี่ยงที่จะทำให้ผู้โดยสารเสียชีวิตมากกว่า รถบัสชั้นเดียวถึง 6 เท่า นอกจากนี้ ความเสี่ยงของการเกิดอุบัติเหตุในรถบัส 2 ชั้น ยังคงมีอัตราที่สูง ซึ่งศูนย์วิจัยอุบัติเหตุแห่งประเทศไทย สำรวจการเกิดอุบัติเหตุในรถสาธารณะต่อ 10,000 คันในไทย พบว่า รถตู้มีความเสี่ยงมากกว่า รถบัสชั้นเดียว 2 เท่า แต่รถบัส 2 ชั้น เสี่ยงมากกว่า บัสชั้นเดียวถึง 6 เท่า
ศูนย์วิจัยอุบัติเหตุแห่งประเทศไทย พบว่า รถบัส 2 ชั้นในไทยทุกคัน สูงเกิน 4 เมตร และประกอบโครงสร้างขึ้นเองโดยอู่ในประเทศ เพื่อให้ตอบสนองความต้องการของผู้ใช้ แม้จะมีข้อดี คือ สามารถรองรับผู้โดยสารได้มากขึ้น แต่ก็มีความเสี่ยงที่จุดศูนย์ถ่วงของรถ เมื่อเข้าโค้งก็มีโอกาสพลิกคว่ำได้ง่าย และหากเปรียบเทียบกับรถทัวร์ชั้นเดียว รถทัวร์ 2 ชั้นก็มีความเสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุสูงกว่าถึง 6 เท่า
สำหรับปัจจัยที่ทำให้รถบัสพลิกคว่ำขึ้นอยู่กับ 4 เรื่อง ได้แก่
1.ความกว้างของฐานล้อ
2.ความสูงของจุดศูนย์ถ่วง
3.ความเร็ว
4.รัศมีโค้ง
ส่วนปัจจัยอื่นๆ คือ การยกโค้ง หรือแรงเสียดทานบนท้องถนน
(อ่านข่าว : ร้อยละ 80 รถบัส 2 ชั้นในไทย ไม่ผ่านการทดสอบมาตรฐานความเอียง )
(อ่านข่าว : ย้อนรอยโศกนาฏกรรมบัส 2 ชั้น เห็นช่องโหว่กำกับดูแลเพียบ )
ขณะที่ความสูงของรถบัส 2 ชั้น ถือเป็นปัจจัยสำคัญของความเสี่ยงเกิดอุบัติเหตุ ที่นักวิชาการด้านความปลอดภัยทางถนน พยายามเสนอให้ยกเลิกใช้ แต่ในความเป็นจริง ไม่สามารถยกเลิกได้ในทันที
จากประกาศกฎกระทรวง ของกรมการขนส่งทางบก เกี่ยวกับขนาดของรถ ได้กำหนดให้รถบัส 2 ชั้น ที่จดทะเบียนใหม่ ต้องมีความสูงไม่เกิน 4 เมตร จากเดิมกำหนดไว้ 4 เมตร 30 เซนติเมตร จะมีผลบังคับใช้ วันที่ 19 มีนาคม ปี 2560 และความคาดหวังของ บขส. คือ การบังคับให้รถบัสลดความสูงเหลือเพียง 4 เมตร จะทำให้ผู้ประกอบการไม่สามารถต่อรถบัสเป็น 2 ชั้นได้ เพราะจะเหลือพื้นที่ และความสูงของแต่ละชั้น ที่ไม่สอดรับกับการใช้งานจริง
ขณะที่การเปลี่ยนผ่านจากรถบัส 2 ชั้นให้เป็นชั้นเดียวทั้งหมดตามกฎกระทรวงฉบับนี้ คาดว่าจะต้องใช้ระยะเวลา 5-6 ปี ซึ่งนายแพทย์ ธนะพงศ์ จินวงษ์ ผู้จัดการศูนย์วิชาการเพื่อความปลอดภัยทางถนน ได้เสนอให้ควบคุมเรื่องเส้นทางเพื่อช่วยลดอุบัติเหตุ แต่ก็ติดขัดเรื่องการจดทะเบียนเส้นทางวิ่งไว้กับกรมการขนส่งทางบก (อ่านข่าว : ขอ 5 ปี บัส 2 ชั้น หมดจากระบบ จ่อใช้กฎกระทรวงจำกัดความสูง )
111 เส้นทางเสี่ยง บัส 2 ชั้น ต้องฝืนวิ่งอีกอย่างน้อย 5 ปี
แม้ที่ผ่านมาจะมีความพยายามเสนอให้ออกข้อกำหนด ห้ามบัส 2 ชั้น วิ่งในเส้นทางอันตรายทั่วประเทศที่มีอยู่ราว 111 เส้นทาง แต่ก็ดูเหมือนจะไม่ใช่เรื่องง่าย เมื่อ บขส. ยอมรับว่า ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงเส้นทางการวิ่งของบัส 2 ชั้นได้ เพราะจดทะเบียนไว้ตั้งแต่แรก และที่สำคัญ หากนำมาวิ่งในระยะทางสั้นๆ อาจจะไม่คุ้มกับต้นทุน และทับซ้อนกับรถตู้
เฉพาะรถบขส.และรถร่วมบริการประจำทางในช่วงเวลาปกติ มีบัส 2 ชั้นวิ่งอยู่กว่า 1,002 คัน แม้ บขส.จะมีโนบายปรับลด รถประเภทนี้ให้หมดภายใน 5 – 6 ปี แต่ต้องยอมรับเงื่อนไขว่า ระหว่างนี้ ไม่สามารถปรับเปลี่ยนเส้นทางการวิ่งได้ นั่นหมายความว่า อัตราความเสี่ยงของการเกิดอุบัติเหตุในรถทัวร์ 2 ชั้น จะไม่ลดลง จนกว่าจะผ่านพ้นช่วงเวลานี้ไป
บัส 2 ชั้น 6,000 คัน ไม่ทดสอบเอียง 30 องศา
ความเสี่ยงของการใช้บริการรถบัส 2 ชั้น จะลดลงอย่างมีนัยสำคัญในปี 2563 เพราะจะเป็นช่วงเวลาที่รถบัส 2 ชั้น ไม่ผ่านการทดสอบความเอียง 30 องศา ทยอยปลดระวาง ซึ่งรถโดยสารบัส 2 ชั้นในกลุ่มนี้ มีวิ่งอยู่ในระบบกว่า 6,000 คัน
นายสุริยะ แก้วทนงค์ ผู้ประกอบการอู่ต่อรถบัส จ.ราชบุรี เคยให้สัมภาษณ์ทีมข่าวพีพีทีวีไว้ในสกู๊ปเรื่อง “ยอมจำนนหรือไร้อำนาจ” บัส 2 ชั้น 6 พันคันไม่ทดสอบเอียง – ขอ 5 ปีหมดจากระบบ ว่า ความสูงมาตรฐานของการประกอบรถบัสประเภทนี้จะอยู่ 4 เมตร 30 เซนติเมตร เพราะเป็นขนาดที่ทำให้ภายในสะดวกสบาย รถทุกคันที่ประกอบใหม่ จึงต้องนำเข้าทดสอบพื้นเอียง 30 องศา ตามที่กรมขนส่งทางบก กำหนดให้รถที่มีความสูงเกิน 3 เมตร 60 เซนติเมตรทุกคัน ต้องเข้าทดสอบมาตรฐานนี้
จากข้อมูลผลการทดสอบรถบัส 2 ชั้นประกอบใหม่ มีทั้งผ่านและไม่ผ่าน หากไม่ผ่าน รถคันนั้นจะถูกส่งกลับไปแก้ไข เพราะหมายความว่า มีโอกาสพลิกคว่ำสูง เมื่อใช้ในเส้นทางเสี่ยง
แม้จะมีเงื่อนไขนี้ คัดกรองความปลอดภัย แต่ในความเป็นจริง บังคับได้เพียงรถประกอบใหม่ เพราะรถบัส 2 ชั้นที่จดทะเบียนก่อน 1 มกราคม 2556 ส่วนใหญ่ถึง 6,000 คัน ไม่ยอมเข้าทดสอบ เพราะรู้ผลลัพธ์ที่อาจจะทำให้ต้องเสียเงินปรับปรุงรถ กรมขนส่งทางบกจึงทำได้เพียงแค่ขอติดตั้ง GPS เพื่อควบคุมพฤติกรรมคนขับ
เหตุผล ที่กรมการขนส่งทางบก เลือกไม่บังคับ ให้ผู้ประกอบการนำบัส 2 ชั้นเก่ามาทดสอบเอียง 30 องศา เพราะเห็นว่าจะทยอยปลดระวางในปี 2563 หมายความว่า ระหว่างนี้ ผู้โดยสารจะต้องนั่งใช้บริการรถบัส 2 ชั้น โดยที่ไม่รู้ว่าคันไหน ผ่านการทดสอบตามข้อกำหนดของหน่วยงานกำกับหรือไม่ และจากข้อมูลปี 2559 มีรถบัส 2 ชั้น ที่มีวิ่งอยู่กว่า 8,000 คัน ต้องเข้าทดสอบมาตรฐานการเอียง 30 องศา แต่พบว่า ร้อยละ 80 ของรถบัส 2 ชั้นในไทย ไม่ผ่านการทดสอบมาตรฐานความเอียง