วันนี้ (28 มี.ค.61) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ข้อมูลที่ฝั่ง กระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ออกมาเปิดเผยวันนี้ นางสุจิตรา พิทยานรศรษฐ์ รองอธิบดีกรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ ระบุว่า จากการตรวจสอบหน่วยงานที่ได้รับงบอุดหนุนผู้มีรายได้น้อยและไร้ที่พึ่งจำนวน 59 แห่ง เบื้องต้นพบความผิดปกติ 21 แห่ง อยู่ระหว่างตรวจสอบ 30 แห่ง ส่วนอีก 8 แห่ง ไม่พบความผิดปกติ ประกอบด้วย ศูนย์คุ้มครองคนไร้ที่พึ่งจังหวัดสิงห์บุรี สมุทรสงคราม ภูเก็ต นครศรีธรรมราช สกลนคร แพร่ ชัยนาท และนิคมสร้างตนเองลำน้ำอูน จังหวัดสกลนคร ในจำนวนนี้ พบว่ามี 2 จังหวัดที่ข้อมูลขัดแย้ง กับ ที่ ป.ป.ท.ลงพื้นที่ตรวจสอบก่อนหน้านี้ คือ ศูนย์คุ้มครองคนไร้ที่พึ่งจังหวัดภูเก็ต กับ จังหวัดสกลนคร ซึ่งอาจเป็นเพราะกรมพัฒนาสังคมยังตรวจสอบไม่ครบ พร้อมระบุว่าการที่ข้อมูลออกมาเช่นนี้ไม่ได้แปลว่ากระทรวงกับ ป.ป.ท. ขัดแย้งกัน
ทั้งนี้ส่วนความคืบหน้าการตั้งคณะกรรมการสอบวินัยร้ายแรง เตรียมตั้งคณะกรรมการสอบวินัยร้ายแรงเพิ่มอีก 6 จังหวัด จากเดิม 2 จังหวัด ส่วนผลการสอบข้อมูลผู้เกี่ยวข้องในขบวนการ เบื้องต้นพบความเชื่อมโยงกับข้าราชการระดับ 7 และ 8 ในกระทรวง ซึ่งข้อมูลทั้งหมดจะถูกเปิดเผยสิ้นเดือนมีนาคมนี้
ขณะที่คดีทุจริตเงินทอนวัด วันนี้พบข้อมูลเพิ่มเติมว่ามีวัดที่เข้ามาเกี่ยวข้องมากขึ้น โดย พล.ต.ต.กมล เหรียญราชา ผู้บังคับการ กองบังคับการป้องกันและปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ หรือ ปปป. เปิดเผยว่า หลังจากนี้จะตั้งคณะทำงานขึ้นมาร่วมตรวจสอบทุจริตเงินทอนวัดรอบที่ 3 โดยมีความร่วมมือจากสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ และมีกองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลางเป็นศูนย์กลางบัญชาการ ส่วนความคืบหน้าการตรวจสอบ เบื้องต้นพบว่า มีวัดเข้ามาเกี่ยวข้องครั้งนี้มากกว่า 10 แห่ง เป็นวัดในภาคต่าง ๆ รวมถึงกรุงเทพมหานคร คิดเป็นมูลค่าความเสียหายมากกว่า 100 ล้านบาท และพบผู้ต้องสงสัยกระทำความผิด ซึ่งเป็นพระ และข้าราชการรวม แล้วมากว่า 10 คน แต่ทางสำนักงานพระพุทธศาสนายังไม่เข้าร้องทุกข์กับ ปปป. สำหรับวัดที่พบเข้าข่ายทุจริตเงินทอนวัด ในการตรวจสอบทั้ง 3 ครั้ง รวม 45 วัด มูลค่าความเสียหาย ขณะนี้มากกว่า 300 ล้านบาท