วันนี้ (2 เม.ย.61) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากข้อมูลขององค์การสหประชาชาติ พบว่าประเทศไทย ทิ้งขยะพลาสติกลงทะเลมากที่สุดอันดับ 6 ของโลก ด้วยจำนวนกว่า 1 ล้านตันต่อปี รองจาก จีน อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ เวียดนาม และศรีลังกา ซึ่งหนึ่งในขยะที่ถูกพบคือ พลาสติกหุ้มฝาขวดน้ำดื่ม หรือแคปซีล (Cap Seal) ซึ่งมีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมอย่างมาก เพราะเป็นขยะที่ย่อยสลายยาก ไม่มีประโยชน์ นอกจากนี้ขยะที่เกิดจาก แคปซีล ไม่นิยมนำไปรีไซเคิล รวมทั้งการผ่าซากสัตว์ทะเลที่ตายพบว่าส่วนหนึ่งมีสาเหตุจากการกินพลาสติกหุ้มฝาขวดน้ำดื่มซึ่งรวมอยู่กับพลาสติกอื่น ๆ ทำให้หลายประเทศยกเลิกการใช้พลาสติกหุ้มฝาขวดน้ำดื่ม
โดยจากการเปิดเผยของกรมควบคุมมลพิษ พบว่าประเทศไทยมีการผลิตน้ำดื่ม 4,400 ล้านขวดต่อปี ในจำนวนนี้เป็นขวดที่มีแคปซีล 2,600 ล้านขวด หรือคิดเป็นขยะพลาสติก 2,600 ล้านชิ้น รวมน้ำหนักประมาณ 520 ตัน หรือมีความยาว 260,000 กิโลเมตร ความยาวรอบโลก 6.5 รอบ ซึ่งหลายหน่วยงานภาครัฐและเอกชน จึงได้ลงนามบันทึก การขับเคลื่อนการเลิกใช้พลาสติกหุ้มฝาขวดน้ำดื่ม หรือแคปซีล ตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน คาดว่า ภายใน 1 ปี ประเทศไทยจะปราศจากพลาสติกหุ้มฝาขวดน้ำดื่มทุกประเภท
ด้านผศ.ธรณ์ ธำรงนาวาสวัสดิ์ รองคณะบดีคณะประมง มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ระบุว่าหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องหามาตรการช่วยเหลือผู้ประกอบการให้หันมาผลิตวัสดุทดแทนการใช้พลาสติก เพื่อลดผลกระทบ
ขณะที่สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา ระบุว่า การใช้พลาสติกหุ้มฝาขวดน้ำดื่ม ไม่ได้เป็นข้อบังคับตามประกาศกระทรวงสาธารณสุข เรื่องน้ำบริโภคในภาชนะบรรจุที่ปิดสนิท โดยทั่วไปน้ำดื่มบรรจุขวดจะมีวงแหวนเล็ก ๆ ด้านล่างฝาติดผนึกอยู่กับฝาขวดอยู่ ซึ่งเป็นสิ่งสังเกตว่าขวดน้ำดื่มยังไม่มีการเปิดก่อนถึงมือผู้บริโภค