สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า ทำเนียบเครมลินเปิดเผยว่า ประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน ของรัสเซีย ได้สนทนาทางโทรศัพท์ กับประธานาธิบดีฮัสซัน โรฮานี ของอิหร่าน เกี่ยวกับสถานการณ์ล่าสุดในซีเรีย ซึ่งผู้นำทั้งสองต่างเห็นพ้องกันว่าปฏิบัติการโจมตีทางอากาศของสหรัฐฯ อังกฤษ และฝรั่งเศส ที่เกิดขึ้นในซีเรียเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา เป็นอาชญากรรมทางทหาร และเป็นการรุกรานอธิปไตย ซึ่งจะยิ่งทำให้กระบวนการคลี่คลายความขัดแย้งด้วยวิธีทางการทูตเสื่อมถอยลงไปอีก
พร้อมกันนี้นายปูติน ยังเตือนว่า โลกจะยิ่งพบกับความวุ่นวาย โดยเฉพาะเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ หากชาติตะวันตก นำโดยสหรัฐฯ ยังไม่หยุดพฤติกรรมคุกคาม และยังคิดจะโจมตีซีเรียอีก โดยฝั่งผู้นำฝรั่งเศส ประธานาธิบดีเอ็มมานูเอล มาครง ได้ให้สัมภาษณ์ผ่านรายการโทรทัศน์ว่า ปฏิบัติการดังกล่าวเป็นไปอย่างชอบธรรม โดยเป็นเพียงการตอบโต้ ไม่ใช่การทำสงคราม ตนเป็นคนเกลี้ยกล่อมให้ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ คงกำลังทหารสหรัฐฯไว้ในซีเรียในระยะยาว หลังจากที่เมื่อช่วงต้นเดือนที่ผ่านมา ทรัมป์ประกาศอย่างชัดเจนว่าสหรัฐฯจะถอนตัวจากสงครามในซีเรียเร็วๆนี้
อย่างไรก็ตาม ล่าสุด โฆษกทำเนียบขาวออกมายืนยันแล้วว่า จุดยืนของรัฐบาลสหรัฐฯต่อสงครามในซีเรียยังคงไม่เปลี่ยนแปลง ทรัมป์ยังต้องการนำทหารอเมริกันกลับบ้านให้เร็วที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ โดยจะมุ่งมั่นให้ภารกิจกวาดล้างกลุ่มไอเอสในซีเรียสำเร็จลุล่วงโดยเร็ว
ส่วนที่ประชุมสุดยอดผู้นำชาติอาหรับประจำปี ที่ประเทศซาอุดีอาระเบีย เมื่อวานนี้ ที่ประชุมมีมติให้ประณามการใช้อาวุธเคมีเข่นฆ่าชาวซีเรีย และแสดงท่าทีสนับสนุนปฏิบัติการทางทหารของสหรัฐฯและชาติพันธมิตร อย่างไรก็ตาม ซีเรียไม่ได้ส่งคณะผู้แทนเข้าร่วมการประชุมครั้งนี้ด้วย
ขณะเดียวกัน มีรายงานว่าเจ้าหน้าที่ขององค์การเพื่อการห้ามใช้อาวุธเคมี (OPCW) เริ่มลงพื้นที่ตรวจสอบหาหลักฐานการใช้อาวุธเคมีในเมืองดูมา ชานกรุงดามัสกัส ตามคำเชิญของรัฐบาลซีเรียแล้ว แต่ยังไม่แน่ชัดว่าภารกิจครั้งนี้จะบรรลุผลมากน้อยเพียงใด เนื่องจากสภาพในพื้นที่ค่อนข้างเสียหาย