วันนี้ (24 เม.ย.61) นายวิรไท สันติประภพ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย หรือ ธปท. กล่าวถึงมาตรการภาษีเพื่อจูงใจให้ธนาคารพาณิชย์ในประเทศมีการควบรวมกิจการ โดยมีระยะเวลาจนถึง 31 ธันวาคม 2565 ว่า เป็นนโยบายของกระทรวงการคลังที่สนับสนุนให้ธนาคารพาณิชย์มีการควบรวมกิจการเพื่อเพิ่มขนาดธุรกิจให้ใหญ่ขึ้น ให้สามารถแข่งขันทั้งในระดับภูมิภาคและระหว่างประเทศได้ โดยเป็นมาตรการจูงใจ ไม่ใช่การบังคับ ทุกอย่างขึ้นอยู่กับการพิจารณาของแต่ละสถาบันการเงินเอง แต่หากธนาคารพาณิชย์ไทยมีขนาดใหญ่ขึ้นก็จะเป็นโอกาสให้สามารถแข่งขันได้ ลดต้นทุนการบริหารจัดการ มีความเข้มแข็งมากขึ้น บริหารความเสี่ยงและสามารถตอบโจทย์ธุรกิจขนาดใหญ่ได้ เพราะปัจจุบันธนาคารพาณิชย์มีขนาดไม่ใหญ่หากเทียบในภูมิภาค และบางแห่งก็มีพันธมิตรเป็นผู้ถือหุ้นต่างประเทศอยู่แล้วหากจะควบรวมเพื่อขยายขนาดคงไม่ใช่เรื่องยาก
ด้านนายปรีดี ดาวฉาย ประธานสมาคมธนาคารไทย และกรรมการผู้จัดการ ธนาคารกสิกรไทย กล่าวว่า หลังจากที่คณะรัฐมนตรีเห็นชอบมาตรการภาษีเพื่อจูงใจให้ธนาคารในประเทศมีการควบรวมกิจการได้ ถือว่าเป็นประโยชน์กับสถาบันการเงิน ซึ่งการควบรวมจะทำให้โครงสร้างสถาบันการเงินมีความแข็งแกร่งมากขึ้น สามารถรองรับวิกฤตเศรษฐกิจได้ แต่จะเกิดการควบรวมหรือไม่ก็ขึ้นอยู่กับว่าเหตุการณ์ต่าง ๆ และนโยบายธุรกิจของแต่ละธนาคาร รวมถึงมติของผู้ถือหุ้น โดยขณะนี้ยังไม่ทราบว่าจะมีธนาคารใดจะควบรวมกันบ้าง แต่ในส่วนของธนาคารกสิกรไทย ยังไม่ได้มีแนวคิดเรื่องนี้
นอกจากนีเส่วนข้อกังวลว่าหากธนาคารขนาดใหญ่มีการควบรวมกันเอง อาจส่งผลต่อธนาคารขนาดเล็ก ยืนยันว่า ธนาคารทุกขนาดต้องเผชิญปัญหาเหมือนกันและความสามารถของธนาคารไม่ได้ขึ้นอยู่กับขนาด ที่ผ่านมาธนาคารขนาดเล็กก็สามารถเผชิญปัญหาได้อย่างดี เพราะมีจุดเด่นในบางกรณี ฉะนั้นจึงมองว่าไม่น่าจะเป็นปัญหาหรืออุปสรรค