“ขจัดคราบหินปูน คราบพลัค คราบจุลินทรีย์ หินปูนหลุดออกได้ และทำให้ฟันขาวขึ้นภายใน 1 สัปดาห์” นี่คือคำโฆษณาน้ำยาบ้วนปากหลายยี่ห้อที่ได้ยินจนติดหูและหลายครั้งก็เชื่อว่าจะเป็นเช่นนั้นจริงๆ หลายคนจึงนิยมใช้น้ำยาบ้วนปากทุกวัน
แต่ให้ใช้เสริมการแปรงฟัน กรณีที่ทันตแพทย์แนะนำ เช่น สุขภาพช่องปากไม่ดี ปากเป็นแผล เป็นโรคเหงือก มีการผ่าตัดเหงือก หรือคนที่มีแนวโน้มฟันผุง่าย
ถ้าสุขภาพช่องปากเป็นปกติไม่จำเป็นต้องใช้น้ำยาบ้วนปาก เพราะการใช้ติดต่อกันเป็นระยะเวลานาน อาจทำให้เชื้อราในช่องปากเพิ่มขึ้นและเสียสมดุลในช่องปาก เนื่องจากในน้ำยาบ้วนปากมีฤทธิ์ฆ่าเชื้อโรค
2.สารลดอาการเสียวฟัน จะใช้สาร Potassium Nitrate เป็นสารออกฤทธิ์สำคัญร่วมกับการใช้สารฆ่าเชื้อจุลินทรีย์
3.ฟลูออไรด์ ป้องกันฟันผุได้จริงแต่ต้อง “อมหรือกลั้วในปากนานอย่างน้อย 1 นาที” และไม่บ้วนน้ำตามเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพไม่ควรดื่มน้ำหรือกินอาหารหลังบ้วนปาก 30 นาที แต่ถ้ารับฟลูออไรด์อาจเกิดปัญหาฟันตกกระได้
4.สารลดคราบหินปูน นิยมใช้สาร Zinc Chloride , Zinc Lactate , Zinc Citrate ก็จะลดคราบหินปูน คราบต่างๆ จนดูเหมือนว่าฟันขาวขึ้น
5.สารฆ่าเชื่อจุลินทรีย์ นิยมใส่เซธิลไพริดิเนียม คลอไรด์ โดยเฉพาะน้ำยาบ้วนปากสูตรไร้แอลกฮออล์ เพื่อช่วยในการฆ่าเชื้อแทนการใช้กลุ่มน้ำมันหอมระเหยที่ออกฤทธิ์ได้ไม่ดี หากไม่ใช้แอลกฮออล์แต่ให้รสชาติติดปาก จึงใส่วัตถุให้ความหวานแทนน้ำตาลเพื่อช่วยปรับรสชาติ
แปรงฟันให้สะอาดทุกวัน เพิ่มการทำความสะอาดลิ้น เนื่องจากฝ้าขาวบนลิ้นเป็นสาเหตุสำคัญของกลิ่นปาก ควรใช้ไหมขัดฟันทำความสะอาดซอกฟันทุกวัน
เพราะการศึกษาพบว่า ประสิทธิภาพของน้ำยาบ้วนปากจะช่วยลดกลิ่นปากได้ชั่วคราว ประมาณ 3 ชั่วโมงเท่านั้น จากนั้นประสิทธิภาพจะลดลง จึงควรใช้น้ำยาบ้วนปากเป็นครั้งคราวในกรณีที่ต้องการความมั่นใจ หากใช้เพื่อระงับกลิ่นปาก
ข้อมูลจาก กระทรวงสาธารณสุข
กรมอนามัย สำนักทันตสาธารณสุข กระทรวงสาธารณสุข