เส้นทางการเข้าสู่รั้วมหาวิทยาลัย “จากอดีตถึงปัจจุบัน”

โดย PPTV Online

เผยแพร่

ระบบ “ทีแคส” หรือคัดนักเรียนเข้าสู่รั้วเข้ามหาวิทยาลัยในปี 2561 ยังคงวุ่นวาย แต่หากย้อนกลับไปประเทศไทยมีความพยายามในการปรับเปลี่ยนระบบการรับนักเรียนมัธยมศึกษาปีที่ 6 มาตั้งแต่ปี 2542 จากระบบเอนทรานซ์ที่มีมายาวนานหลายสิบปี มาเป็นระบบที่มีชื่อเรียกแตกต่างกันไปและที่สำคัญยังคงเกิดปัญหาความวุ่นวายในทุกๆปี

ปี พ.ศ. 2504-2542 ระบบเอนทรานซ์

การสอบเอนทรานซ์มีจุดเริ่มต้นตั้งแต่ปี พ.ศ.2504 จะใช้ระบบนี้มายาวนาน 38 ปี โดยจะสามารถเลือกคณะที่ต้องการได้ 4 คณะ บางปีการศึกษา เลือกได้ 6 คณะก่อนสอบ โดยจะมีการสอบเพียงครั้งเดียว จ่ายเงินค่าสอบรอบเดียวประกาศคะแนนครั้งเดียวหากสอบไม่ติดก็คือไม่ติด

ข้อดี คือ นักเรียนจะมีความรู้ในระดับที่เท่ากันหมดคือจบมัธยมศึกษาปีที่ 6 หรือเทียบเท่าอยู่ที่ใครจะขยันมากกว่ากัน

- ลดปัญหาความเหลื่อมล้ำเพราะไม่ว่าจะเป็นเด็กรวยหรือจนก็จะมีสิทธิ์สอบเพียงรอบเดียว

- สามารถคัดกรองเด็กที่จะเข้าเรียนได้ตรงตามคณะ เช่น เด็กที่เรียนสายศิลป์-ภาษา ก็จะไม่สามารถเลือกคณะที่เน้นวิทยาศาสตร์-คณิตศาสตร์ ได้

- ปฏิทินการสอบชัดเจน

แต่ข้อเสีย คือ

- ไม่มีการแก้ตัวถ้าคะแนนไม่ถึงก็ถือว่า เอนทรานซ์ ไม่ติดต้องรอปีถัดไป

- การที่เลือก มหาวิทยาลัยและคณะก่อนสอบทำให้ต้องประเมินคะแนนสอบเองว่าคณะที่สนใจในปีก่อนๆ ระดับคะแนนอยู่ที่เท่าใด

- ไม่มีการเอาคะแนนในห้องเรียนมาประกอบการพิจารณารับเข้ามหาวิทยาลัยเด็กยุคนั้นบางคนไม่สนใจการเรียนในห้องเลยเพราะมุ่งกวดวิชาและอ่านหนังสือเพื่อเตรียมตัวสอบ

จากนั้นแนวคิดในการเปลี่ยนระบบการสอบเข้ามหาวิทยาลัยก็เริ่มมีการเปลี่ยนแปลง คือ

เอนทรานซ์ เวอร์ชั่นใหม่ ปี พ.ศ. 2542-2549  มีจุดประสงค์เพื่อให้มหาวิทยาลัยได้ผู้เรียนที่มีความรู้ความสามารถและความถนัดตรงกับสาขาวิชาที่เรียน โดยมี จุดเด่น คือ

- นำผลการเรียนของชั้นมัธยมศึกษาตอนปลายมาร่วมพิจารณาด้วยสัดส่วน 10% ทำให้เด็กตั้งใจเรียนในห้องมากขึ้น

- เปิดโอกาสให้สอบปีละ 2 ครั้ง คะแนนสอบเก็บไว้ใช้ได้ 2 ปี และนำคะแนนที่ดีที่สุดมาใช้ในการสมัครคัดเลือก และสามารถสอบได้ตั้งแต่ชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 5

- ปรับเปลี่ยนการเลือกคณะโดยให้ทราบคะแนนสอบก่อนทำให้มีโอกาสเลือกได้ตรงกับความสามารถของตน

แต่ จุดอ่อน คือ

- แม้จะมีการนำผลการเรียนมาพิจารณาในสัดส่วน 10% แต่ก็เกิดกรณีปล่อยเกรดและข้อกังขาของความไม่มีมาตรฐานของเกรดในแต่ละโรงเรียน

- ไม่ได้แก้ปัญหาลดการเรียนกวดวิชาเพราะเมื่อเปิดโอกาสให้สอบได้ 2 ครั้ง ยิ่งทำให้ต้องเรียนกวดวิชามากขึ้น

- มีการปรับเปลี่ยนการสอบหลายครั้งและเป็นยุคที่เริ่มพึ่งพาระบบอินเทอร์เน็ตในการรับสมัครประกาศผล ทั้งที่ระบบยังไม่เสถียร

จากนั้นก็มีการปรับเปลี่ยนระบบอีกครั้งใน พ.ศ. 2549 เรียกว่า แอดมิชชั่น โอเน็ต-เอเน็ต จนถึงปี 2552 โดยใช้คะแนนสะสมมัธยมปลายและเกรดเฉลี่ยสัดส่วน 30% แต่ปรับการสอบเรียกว่าสอบ “โอเน็ต” ที่จะต้องสอบทุกคน เพราะเป็น 8 วิชาพื้นฐาน คือ ภาษาไทย คณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม สุขศึกษาและพลศึกษา ศิลปะ การงานอาชีพและเทคโนโลยี และภาษาต่างประเทศ จากนั้นต้องมาสอบ “เอเน็ต”  คือ การทดสอบทางการศึกษาระดับชาติขั้นสูง ซึ่งจะทดสอบเฉพาะนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 ที่จะเข้ามหาวิทยาลัยในระบบแอดมิชชั่น ตามแต่ละคณะที่กำหนด

สำหรับข้อดีของการคัดเลือกในระบบแอดมิชชั่น คือ

- การใช้ผลการเรียนของนักเรียนที่ได้รับจากสถานศึกษาทำให้นักเรียนมุ่งเรียนในห้องเรียนอย่างเต็มที่

- การกำหนดให้สอบเพิ่มเติมไม่เกิน 3 วิชา เพื่อป้องกันการกวดวิชาเกินความจำเป็น และคณะ/ภาควิชาได้กำหนดให้สอบเพิ่มเติมเฉพาะวิชาที่จำเป็นสำหรับการศึกษาต่อเท่านั้น

ส่วนข้อเสีย คือ การกำหนดให้สอบ เอเน็ตหรือวิชาเฉพาะเพียงปีละครั้ง ทำให้ต้องรออีก 1 ปี จึงจะสมัครสอบและเลือกสมัครในคณะวิชาที่ต้องการได้

ปี พ.ศ. 2553-2560 ยังเป็นระบบแอดมิชชั่น ใช้การสอบโอเน็ตแต่ลดเหลือ 5 วิชาพื้นฐานคือ คณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ ภาษาไทย และสังคมศึกษา และมี ระบบ GAT ความถนัดทั่วไปเข้ามาแทนเอเน็ตเพื่อดูว่านักเรียนคนหนึ่งมีความพร้อมในการจะเข้าเรียนในมหาวิทยาลัยมากน้อยแค่ไหน และ PAT ความถนัดวิชาชีพ/วิชาการ 7 สาขา เพื่อจะดูว่านักเรียนคนหนึ่งมีแววจะเข้าสู่เส้นทางอาชีพในคณะที่เลือกหรือไม่  นอกจากนี้ยังมี ระบบ “เคลียริงเฮาส์” เกิดขึ้นเพื่อลดปัญหาการกั๊กที่เรียน

จนกระทั่ง ... ปี พ.ศ. 2561  

ระบบทีแคส  (Thai University Central Admission System) เกิดขึ้น ครั้งแรก โดยที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทย (ทปอ.)  โดยมีการรับสมัครสอบทั้งสิ้น 5 รอบ คือ

รอบที่ 1 : การรับด้วยแฟ้มสะสมผลงาน (Portfolio) โดยไม่มีการสอบข้อเขียน 

รอบที่ 2 : การรับแบบโควตาที่มีการสอบปฏิบัติและข้อเขียน

รอบที่ 3 : การรับตรงร่วมกัน

รอบที่ 4 : การรับแบบแอดมิดชั่นเดิม

และ รอบที่ 5 : การรับตรงแบบอิสระ (รอบเก็บตก)

โดยเป็นการจัดสอบหลังเด็กจบการศึกษาชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 แล้ว ซึ่งขณะนี้อยู่ในรอบที่ 3 และกำลังมีปัญหาวุ่นวาย คือ การนำคะแนนมารวมกันทำให้เด็กที่มีลำดับคะแนนสูงซึ่งเลือกคณะคะแนนลำดับสูง แล้วเลือกคณะอื่นเผื่อไว้ 4 ลำดับ จะได้ที่นั่งไปทั้งหมด ทำให้เด็กที่มีคะแนนสูงเฉลี่ยในคณะต่ำลงมาก็ยังไม่สามารถยื่นคะแนนในคณะนั้นๆ ได้ โดยพบว่าคะแนนเต็ม 30,000 แม้ว่าจะสอบได้สูงถึง 27,000 ก็ยังไม่สามารถสอบติดบางคณะได้ เป็นต้น

โดยล่าสุด ทปอ. จึงประกาศให้ยื่นยืนยันสิทธิ์ รอบ 3 เป็น 2 ครั้ง หรือ 3/1 และ 3/2 ซึ่งอาจทำให้เด็กที่เป็นเด็กสำรองมีโอกาสติดคณะที่ตนเองเลือก ทั้งนี้จะมีการสอบสัมภาษณ์พร้อมกันวันที่ 10-11 มิ.ย. โดยถือว่า นักเรียนที่ไม่ยื่นสิทธิ์ เท่ากับสละสิทธิ์ในรอบ 3/1 โดยไม่สามารถเรียกร้องใดๆ ได้

นี่คืออีกบททดสอบการศึกษาไทยของปีนี้ที่มีเด็กนักเรียนชั้น ม.6 เป็นหนูทดลองอีกตามเคย

วิดีโอยอดนิยม

ข่าวเด่นในรอบสัปดาห์

PPTVHD36

เพิ่ม PPTVHD36
ลงในหน้าจอหลักของคุณ