จากกรณีที่โลกออนไลน์ ได้แชร์คลิปไลฟ์สดร่างทรงจตุคามรามเทพสุดไฮเทค4.0 โดยระหว่างร่างทรงประทับหญิงสาวคนนี้จะมีสีหน้าและเสียงที่เปลี่ยนไป ทำให้กลายเป็นที่ฮือฮา และวิพากษ์วิจารณ์ในสังคมโซเชียลนั้น
พระมหาไพรวัลย์ วรวณฺโณ พระนักคิดนักเขียน วัดสร้อยทอง กล่าวบางช่วงบางตอนในรายการ “เป็นเรื่องเป็นข่าว” ว่าไม่เชื่อในเรื่องนี้ แต่ถ้าเป็นการแสดงอาตามาจะเชื่อ พร้อมท้าให้ทำโพล์สำรวจเชื่อเลยว่า 90เปอร์เซนต์ หรือ 100 เปอร์เซนต์ คนส่วนใหญ่ไม่เชื่อเรื่องนี้อย่างแน่นอน
ในทัศนะของอาตมาถ้าพูดถึงการร่างทรง อาตมาจะให้คุณค่าและยอมรับแค่มิติเดียวคือในแง่ของวัฒนธรรม ในยุคที่วิทยาศาสตร์ยังไม่เจริญ คนมักจะร่างทรงเพื่อใช้รักษาอาการเจ็บป่วย ซึ่งวัฒนธรรมแบบนี้มีอยู่ทั่วทุกภาคของไทย แต่ในยุคปัจจุบันร่างทรงจะส่อไปทางมิจฉาชีพ และหลอกลวงทั้งหมด
สำหรับวิธีชีวิตของชาวพุทธจริงแล้วไม่มีการวิญญาณ เพราะพระพุทธเจ้าไม่เคยสอน แต่คนพุทธหลายคนมีความเชื่อเรื่องวิญญาณมาก เชื่อว่าญาติที่เสียชีวิตยังวนเวียนในรอบๆ เขาจึงอยากสื่อสารด้วยจึงต้องเพิ่งบุคคลวิเศษ หรือร่างทรง
ส่วนร่างทรง4.0 ที่อ้างว่าจะช่วยให้คนทำความดี นั้น พระมหาไพรวัลย์ มองว่า เป็นข้ออ้างที่เลอะเทอะ เพราะการกระทำไม่ได้นำคนเข้าหาศาสนาพุทธ แต่เป็นการอ้างเพื่อความชอบธรรมในพิธีกรรมของเขาเอง ดังนั้นการอ้างให้คนเชื่อมากที่สุดคือการอ้างเรื่องพิธีกรรมว่านี่คือศาสนาพุทธ ซึ่งจะทำให้คนหลงผิด และ จริงๆแล้วคนลักษณะนี้มีผลประโยชน์แอบแฝง โดยกรณีหญิงสาวคนนี้ชัดเจนมาก เพราะมีคนพยายามเปิดเผยข้อมูลหลายๆอย่าง เช่น อ้างว่าตนเองกินเจ แต่ไม่กิน ก็ทำให้ชัดเจนแล้วว่าเป็นการโกหกลอกลวง
ส่วนคนร่างทรงมีสภาวะอย่างไรนั้น ในส่วนอาตมาเชื่อว่าร่างทรงส่วนใหญ่จะมีสภาวะป่วยทางจิตประเภทหนึ่ง และหลายคนป่วย แต่เชื่อว่าตัวเองไม่ได้ป่วย ซึ่งสิ่งนี้เป็นเรื่องที่อันตรายมาก
เช่นเดียวกับ ดร.ศิลป์ชัย เชาว์เจริญรัตน์ นักวิชาการด้านศาสนวิทยา กล่าวว่า ร่างทรงรายนี้ ยืนยันได้ 100 เปอร์เซนต์ว่า เป็นเรื่องตลก นอกจากหลอกลวงแล้วยังทำให้เสียสถาบันของคนทรงเจ้า เพราะประทับทรงลักษณะนี้ ขาดความสมจริง เนื้อหาสาระเกี่ยวกับร่างทรง เขาก็ตอบไม่ค่อยถูก และการนำเสนอตื้นเขินจนไม่มีช่องให้เชื่อว่าจะเป็นความจริง
สำหรับร่างทรงในประเทศไทย ส่วนตัวยืนยันเลยว่าไม่จริง แต่ไม่จริงในมิติไหนสามารถพูดได้หลายแบบ ส่วนตัวศึกษาในเรื่องนี้มานานก็สามารถพูดได้เลยว่า บางกรณีก็มีความน่าสนใจ เพราะศาสนาที่ไทยนับถือจะมีมติความเชื่อเรื่องเหนือธรรมชาติ เช่น เรื่องวิญญาณหลังความตาย หรือ ชีวิตหลังความตาย ตราบใดก็ตามที่มีแนวความเชื่อลักษณะนี้ ความต้องการเหล่านี้จะไม่หมดไป
โดยธรรมชาติแล้วความเชื่อชีวิตหลังความตาย เรื่องผี หรือ เทพ เกิดจากความต้องการสื่อสารกับเรื่องเหล่านี้ต้องการพึ่งอำนาจวิเศษให้ช่วยดูแลปกป้องชีวิต และที่สุดยอดคือ คนต้องการสื่อสารกับวิญาณญาติๆที่ล่วงลับไปแล้วเพื่อจะได้ทราบสิ่งที่ตัวเองอยากรู้ ความต้องการของคนในลักษณะนี้ จึงเกิดวัฒนธรรมการเข้าทรงขึ้นมา เพื่อตัวเชื่อมโยงกับวิญญาณของญาติๆ หรือ บรรพบุรุษ การเข้าทรงจึงตอบโจทย์ได้กว่าสิ่งอื่น และทำให้คนคิดว่า ร่างทรงคือสิ่งศักดิ์สิทธิที่เขาบูชาเพราะสามารถเชื่อมต่อระหว่างจิตใจของเขากับวิญญาณได้
นักวิชาการด้านศาสนวิทยา กล่าวต่ออีกว่า ตนเองเคยสัมผัสและใกล้ชิดกับคนทรงเจ้า จนเข้าใจเลยว่า เนื้อแท้จริงๆแล้วคือ 1.หลอกลวง 2.เชื่อโดยบริสุทธิ์ใจ หรือ เป็นอุปทาน 3.มีอาการทางจิต หรืออาการหูแว่วที่สามารถได้ยินเสียงต่างๆนาๆจนเชื่อว่ามีเหตุการณ์เกิดขึ้นจริงๆ
สำหรับร่างทรงเป็นอาชีพ ยืนยันได้เลย 90 เปอร์เซนต์หลอกลวง ซึ่งร่างทรงบางคนเขาไม่อยากเป็นก็มี แต่มีสถานการณ์ หรือสภาวะ บางอย่างเกิดขึ้นในตัวเขา เช่น การศึกษา อาชีพการงาน บางคนอยากจะเลิกแต่ก็เลิกไม่ได้
ส่วนร่างทรงที่อ้างเป็นคนใหญ่คนโต ยืนยันได้100 เปอร์เซนต์เลยว่า หลอกหลวงเพื่อผลประโยชน์ แต่ร่างทรงที่เป็นคนธรรมดา เมื่อประทับทรงขึ้นมาสามารถบอกเรื่องที่เป็นความลับ หรือเรื่องที่คนทั่วไปไม่รู้ ร่างทรงนี้ในทางวิชาการน่าสนใจมาก
สำหรับวิธีเช็คคนร่างทรง อย่างแรก ถามเจาะลึกว่า เทพที่ประทับทรงมาจากไหน มีพี่น้องกี่คน เป็นคนจังหวัดอะไร จะทำให้คนที่เป็นคนร่างทรงไม่ค่อยมั่นใจและมักจะตอบคำถามไม่ถูก อย่างที่ 2 ไปถามชัดๆว่ามีปาฏิหาริย์อะไรบ้าง และทำอะไรในสิ่งที่ทุกคนทั่วไปทำไม่ได้บ้าง
ชมคลิป>>>“นักวิชาการ” แฉ “ภาษาเทพ” คนทรงเจ้า คือ การรัวลิ้นแบบมั่วๆ สร้างอุปทานหมู่ในลูกศิษย์