วันนี้ (9 ก.ค.61) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ประกาศจากกรมเจ้าท่า เกี่ยวกับข้อบังคับยกระดับมาตรฐานเสื้อชูชีพ สำหรับเรือในประเทศ เพื่อความปลอดภัย ระบุให้เรือโดยสารที่ต่อใบอนุญาตใช้เรือ ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม ถึงสิ้นปี 2561 ต้องใช้เสื้อชูชีพที่ได้รับมาตรฐานของกรมเจ้าท่าหรือมาตรฐานสากลตามอนุสัญญาระหว่างประเทศว่าด้วยความปลอดภัยทางทะเล โดยกำหนดเป้าหมายว่าภายในสิ้นปี 2562 เรือทุกลำต้องมีชูชีพที่ได้มาตรฐาน
โดยจากประกาศดังกล่าว ทำให้ผู้ประกอบการธุรกิจเรือโดยสาร ทยอยปรับเปลี่ยนชูชีพให้เป็นไปตามมาตรฐานกำหนด ซึ่ง นายวิทวัส จันทรรวงทอง เจ้าของบริษัทผลิตเสื้อชูชีพคุณภาพสูง TOPPA ระบุว่า ที่ผ่านมาผู้ประกอบการท่องเที่ยวดำน้ำตื้น หรือ Snorkeling นิยมใช้เสื้อชนิดพยุงตัว เพราะเหมาะสมกับกิจกรรมมากกว่า ซึ่งเสื้อชูชีพตามมาตรฐานกำหนด มีคุณสมบัติสำหรับช่วยชีวิต แต่ไม่เหมาะกับการดำน้ำดูปะการัง เพราะไม่สามารถดำน้ำแบบก้มหน้าได้สะดวก แต่จะมีลักษณะพิเศษคือ สามารถพลิกให้ผู้สวมใส่ ไม่ว่าจะมีสติหรือหมดสติ หน้าหงายขึ้นพ้นน้ำได้ภายใน 10 วินาที มีแรงลอยตัวไม่ต่ำกว่า 100 นิวตัน และกำหนดให้มีอุปกรณ์นิรภัยครบครันทั้ง นกหวีดทะเล และแถบสะท้อนแสง
ทั้งนี้สอดคล้องกับข้อมูลของสถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ ที่ระบุว่า “เสื้อชูชีพ” ที่ใช้ช่วยชีวิตผู้ประสบภัยทางน้ำจะมีลักษณะคล้ายกับเสื้อชูชีพบนเครื่องบิน ความแตกต่างระหว่างเสื้อชูชีพ กับเสื้อพยุงตัว คือ หลักการลอยตัวในน้ำ หากเป็นเสื้อชูชีพแท้ การพยุงตัวของผู้ใส่จะบังคับให้ต้องหงายหน้าขณะอยู่บนน้ำ แต่เสื้อพยุงตัว ที่เห็นตามเรือท่องเที่ยวทั่วไป แรงลอยตัวจะเท่ากันทั้งด้านหน้าและหลัง ทำให้เมื่อตกน้ำมีโอกาสจะคว่ำหน้าลง ทำให้เสียชีวิตได้ โดยหากจำเป็นต้องใส่เสื้อแบบพยุงตัว สพฉ.แนะนำว่า ต้องติดสายรัดทุกส่วนให้แน่หน้า โดยเฉพาะสายรัดขา เพราะจะช่วยทำให้การพยุงตัวเป็นไปตามที่ออกแบบมา
สำหรับเสื้อพยุงตัวในเรือท่องเที่ยวส่วนใหญ่ จะสามารถพยุงตัวผู้ประสบเหตุได้ประมาณ 3-6 ชั่วโมง แต่หากเป็นเสื้อชูชีพคุณภาพดีจะสามารถลอยตัวได้นานเป็นวัน ที่สำคัญคือผู้ประสบภัยต้องมีสติ พยายามช่วยตัวเองให้ลอยตามน้ำให้ได้ อย่าว่ายเข้าฝั่ง เพราะอาจทำให้หมดแรง ควรตะโกนให้คนช่วย หรือเป่านกหวีดที่ติดมากับชูชีพ