2 ด้าน “บัตรคนจนกดเงินสดได้” แก้จนได้จริงหรือ?


โดย PPTV Online

เผยแพร่




ทันทีที่รัฐบาลปรับโฉม ‘บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ’ ให้สามารถกดเงินสดได้เพิ่มคนละ 100 บาท หรือ 200 บาทต่อเดือนให้กับผู้มีรายได้น้อยที่เข้าโครงการฝึกอาชีพ ทำให้เกิดการตั้งข้อสังเกตในอีกมุมว่าอาจเป็นเพียงการเอาใจผู้มีรายได้น้อย ขณะที่ข้อมูลจากภาครัฐบอกว่าโครงการเหล่านี้สร้างเม็ดเงินหมุนเวียนเศรษฐกิจรากหญ้า ได้กว่า 450,000 ล้านบาท

แรกเริ่มเดิมที “บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ” จะโอนเงินผ่านสำหรับเพื่อการใช้จ่ายผ่านร้านธงฟ้าฯ เท่านั้นซึ่งดำเนินการมาแล้ว 2 ระยะ มีจำนวนผู้มีรายได้น้อยถือบัตรนี้อยู่ประมาณ 11.4 ล้านคน แต่ล่าสุดรัฐบาลเปลี่ยนการจ่ายเงินวงเงินนี้ มาอยู่ในระบบของ E-money ที่เป็นอีกระบบของบัตรที่สามารถกดเป็นเงินสดออกมาใช้จ่ายได้ แต่ให้สิทธิเฉพาะผู้ที่เข้าร่วมฝึกอาชีพเท่านั้น ซึ่งมีอยู่ราวๆ 3.9 ล้านคน โดยทันทีที่มาตรการนี้เดินเครื่องก็เริ่มมีการตั้งข้อสังเกตในหลากหลายมุมมอง

(อ่านเพิ่ม : "ผู้มีรายได้น้อย"เมินโครงการรัฐฝึกอาชีพ)

หนึ่งในนั้นคือ นายกัมปนาท เพ็ญสุภา รองอธิการบดีฝ่ายบริการวิชาการ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เปิดเผย พีพีทีวี ว่า  กรณีนี้สะท้อนได้ 2 ส่วน ด้วยกัน คือ “แสดงให้เห็นถึงศักยภาพร้านค้าที่รับบัตรสวัสดิการแห่งรัฐว่าไม่สามารถตอบโจทย์ผู้มีรายได้น้อยครอบคลุมได้ทั้งประเทศ”

และอาจจะเข้าข่ายว่าการเปลี่ยนวิธีให้เงินอุดหนุน มาเป็นเงินสดแบบนี้ “เป็นการเอาใจผู้มีรายได้น้อย ตามนโยบายประชานิยม” เพราะเป็นนโยบายระยะสั้น ๆ เพียงช่วง 4 เดือน สุดท้ายของปี ก่อนจะมีการเลือกตั้งในปีหน้า

เขากล่าวต่ออีกว่า หากไม่มีการควบคุมการซื้อสินค้า ผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐอาจจะกดเงินไปซื้อ สุรา บุหรี่ หรือ สลากกินแบ่งรัฐบาล ซึ่งเป็นสิ่งที่รัฐบาลพยายามหลีกเลี่ยงให้เกิดขึ้นมาตลอด

ท้ายที่สุดแล้วมองว่าไม่ว่ารัฐบาลไหนหากมีโครงการแจกเงินอุดหนุน ก็มองว่า “ไม่ใช่การแก้ปัญหาเศรษฐกิจในระยะยาวแต่เป็นเพียงกระตุ้นเศรษฐกิจเติบโตได้เพียงชั่วคราวเท่านั้น” แต่ถ้าหากนำนโนบายประชานิยมมาเป็นเครื่องมือสร้างอาชีพอย่างเป็นรูปธรรม แก้ปัญหาในเชิงโครงสร้างได้ จึงจะถือว่าแก้ปัญหาเศรษฐกิจได้อย่างแท้จริง

เป็นไปในทิศทางเดียวกับ เครือข่ายประชาชนเพื่อรัฐสวัสดิการ ตั้งโต๊ะแถลงข่าว “บัตรคนจนกดเงินสดได้ แจกเงินหวังผล ยิ่งตอกย้ำความเหลื่อม” โดย นายนิมิตร์ เทียนอุดม ตัวแทนจากเครือข่ายประชาชนเพื่อรัฐสวัสดิการ ให้ความเห็นว่า เป็นมาตรการที่ไม่ช่วยลดความเหลื่อมล้ำ แต่ตอกย้ำความเหลื่อมล้ำให้มากขึ้นเพราะไม่ได้ให้กับทุกคน แต่ให้เฉพาะคนที่ลงทะเบียนฝึกอาชีพเท่านั้น “ซึ่งเป็นการแจกเงินเพียงเพื่อหวังผลเอาเงินมาล่อให้คนไปฝึกอาชีพ”

ด้านนางหนูเกณ อินทจันทร์ ตัวแทนจากเครือข่ายสลัมสี่ภาค กล่าวเสริมว่า คนจนไม่ใช่ไม่มีอาชีพ หรือขี้เกียจ แต่อาจจะมีอาชีพประจำ เช่น ทำงานก่อสร้าง หรือรับจ้างรายวัน ซึ่งบางช่วง บางวันอาจไม่มีงาน การบังคับให้คนต้องไปฝึกอบรม เพื่อจะได้เงินเพิ่ม ทำให้รายได้รายวันหายไป หากรัฐต้องการช่วยควรแก้ปัญหาให้ตรงจุด เช่น อาจจะเพิ่มทักษะให้คนเหล่านั้นในอาชีพเดิม พัฒนาศักยภาพของเขา หรือหาแหล่งทุนให้กู้ เป็นต้น

ตัวแทนเครือข่ายฯ จึงเสนอแนะว่า ถ้ารัฐจะแก้ปัญหาความยากจนอย่างยั่งยืน ต้องพัฒนาให้เกิดรัฐสวัสดิการที่จะเป็นหนึ่งในเครื่องมือช่วยลดความยากจน เช่น การมีหลักประกันด้านรายได้ การเปลี่ยนเบี้ยยังชีพให้เป็นบำนาญถ้วนหน้าในผู้สูงอายุ โดยยึดฐานจากเส้นความยากจน รวมทั้งการรักษาพยาบาลที่ครอบคลุมทุกคน และการศึกษาฟรีถึงปริญญาตรี โดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่าย หรือไม่ต้องกู้ เป็นต้น

แต่อีกด้านหนึ่ง...

นางสาวสุทธิรัตน์ รัตนโชติ อธิบดีกรมบัญชีกลาง ระบุว่า การที่รัฐบาลเปลี่ยนการอุดหนุนมาเป็นเงินสด “ถือเป็นทางเลือกใหม่ที่รัฐบาลต้องการให้ประชาชนนำเงินไปจับจ่ายใช้สอยสิ่งของจำเป็นอย่างอื่นได้นอกเหลือจากร้านธงฟ้า” โดยจะกดได้ 4 เดือน ก.ย.-ธ.ค. 2561 และรัฐจะใช้งบประมาณสนับสนุนในส่วนนี้กว่า 700 ล้านบาทต่อเดือน

เช่นเดียวกับ นายวิชัย โภชนกิจ รองปลัดกระทรวงพาณิชย์ ยืนยันว่าปี 2562 รัฐบาลจะเดินหน้าโครงการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐต่อ เพราะการดำเนินการตลอดเกือบ 1 ปี  ที่ผ่านมา “สามารถสร้างเม็ดเงินหมุนเวียนเศรษฐกิจรากหญ้า ได้กว่า 450,000 ล้านบาท” ซึ่งผลสำรวจว่าผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ 98 เปอร์เซ็นต์ พึงพอใจโครงการนี้

(อ่านเพิ่ม : เปิดยอดใช้ “บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ” สูงสุดเป็นประวัติการณ์)

 

ติดตามข่าววันนี้ได้ที่นี่ >> //www.pptvhd36.com/special/ข่าววันนี้

วิดีโอยอดนิยม

ข่าวเด่นในรอบสัปดาห์

เพิ่ม PPTVHD36
ลงในหน้าจอหลักของคุณ