หลายครั้งเราได้เห็นการแชร์การบ้านของเด็กๆ จากผู้ปกครอง พร้อมๆ กับการตั้งคำถามยากไปหรือไม่ กับระดับการศึกษาเท่านั้นเท่านี้ หรือบางครั้งก็ตั้งคำถามถึงปริมาณของการบ้านว่าเยอะเกินความจำเป็นหรือไม่ ซึ่งครั้งหนึ่ง พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เคยมอบหมายให้กระทรวงศึกษาธิการหาแนวทางลดการบ้านนักเรียน เพราะกลัวเด็กจะเครียดเกินไป
ซึ่งทางคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ได้นำผลวิจัยเรื่องการให้การบ้านที่ดำเนินการตั้งแต่ปี 2547 มาวิเคราะห์และได้กำหนดระยะเวลาการทำการบ้านของเด็กไทยไว้ดังนี้
“ประถมศึกษาปีที่ 1-3 ให้ทำการบ้านประมาณ 30 นาทีไม่เกิน 1 ชั่วโมง ประถมศึกษาปีที่ 4-6 ประมาณ 1 ชั่วโมงไม่เกิน 1 ชั่วโมง 30 นาที และมัธยมศึกษาปีที่ 1-6 ไม่เกิน 2 ชั่วโมง หลังจากที่งานวิจัยพบว่า หากเด็กเล็กใช้เวลาทำการบ้านเกิน 1 ชั่วโมง เด็กจะเครียด”
ขณะที่ในต่างประเทศการให้การบ้านของเด็กก็มีความแตกต่างกันไป อย่างประเทศ "ฟินเเลนด์" ที่ขึ้นชื่อว่ามีการศึกษาดีที่สุดในโลก ไม่มีการบ้านและเรียนวันละ 5 ชั่วโมง เพราะให้ความสำคัญกับกิจกรรมหลังเลิกเรียนโดยถือว่าเป็นการเรียนรู้ หรือถ้ามีการบ้านจริงๆ ก็จะใช้เวลาทำไม่เกิน 10 นาที
ขณะที่ประเทศในอาเซียนอย่าง เช่น เวียดนาม จะเริ่มต้นด้วยการถามคำถามแบบเดียวกันเหมือนกันทุกวัน 5 ข้อ คือ
วันนี้เธอช่วยพ่อแม่ทำงานอะไรบ้าง?
วันนี้เธอทำความดีกับคนอื่นอย่างไรบ้าง?
ที่บ้านเธอมีข่าวท้องถิ่นอะไรน่าสนใจบ้าง?
มีข่าวการเปลี่ยนแปลงอะไรในประเทศเธอบ้าง?
และ ในโลกของเรามีอะไรเปลี่ยนแปลงไปบ้าง?
ส่วนประเทศสหรัฐอเมริกา แม้ว่าจะมีจำนวนการบ้านเยอะแต่ส่วนใหญ่จะให้น้ำหนักไปทางการคิดเเละเขียนออกมา โดยคำตอบจะต้องทั้งคิดและวิเคราะห์ ตีความในลักษณะของ “Critical thinking” แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นในแต่ละรัฐก็จะมีความแตกต่างกัน
ขณะที่ ญี่ปุ่น การบ้านของนักเรียนจะมีจำนวนเยอะในช่วง “การบ้านฤดูร้อน” หรือช่วงปิดเทอมซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นภาษาญี่ปุ่น คณิตศาสตร์ เเละการอ่านหนังสือเตรียมบทเรียนวันต่อไป
ขณะที่งานวิจัยของ Oxford learning เรื่อง HOW DOES HOMEWORK ACTUALLY AFFECT STUDENTS? ซึ่งเป็นหนึ่งในงานวิจัยกว่า 60 ฉบับ พบว่า “การให้การบ้านมากเกินไป จะส่งผลลบต่อความสามารถของผู้เรียนอย่างรุนแรงและการสั่งการบ้านมากเกินไปจะทำให้เด็กหยุดคิด” ขณะที่อีกมุมมีการสะท้อนความเห็นว่าการบ้านในปริมาณที่เหมาะสม จะช่วยพัฒนาความสามารถจากเนื้อหาที่ได้เรียนมาซึ่งการบ้านจะมีประสิทธิภาพก็ต่อเมื่อเด็กมีการตอบสนองภายใน 24 ชั่วโมง เช่น ช่วยแก้ไขข้อเข้าใจผิด
“ผู้ปกครองก็มีส่วนสำคัญ”
ขึ้นชื่อว่า การบ้าน ก็คือการนำบทเรียนนั้นๆกลับไปทบทวนที่บ้าน ซึ่งแน่นอนว่าผู้ปกครองสามารถมีส่วนร่วมกับเด็กได้ หากสละเวลาเพื่อเอาใจใส่การบ้านของเด็ก เช่น เข้าไปช่วยอธิบายหากการบ้านนั้นเกินความสามารถของเด็ก อีกนัยหนึ่งเพื่อให้ผู้ปกครองจะเข้าใจในแบบเรียนที่บุตรหลานกำลังศึกษาอยู่ เป็นต้น
ที่มา : งานวิจัยของ Oxford learning , เว็บไซต์ parentsone
ติดตามข่าววันนี้ได้ที่นี่ >>> //www.pptvhd36.com/special/ข่าววันนี้