เริ่มกันด้วยสาขาแรกที่ประกาศซึ่งก็คือ สาขาการแพทย์ ในปีนี้มอบให้กับ นายเจมส์ พี แอลลิสัน นักวิทยาศาสตร์ชาวอเมริกันจากมหาวิทยาลัยเท็กซัส และนายทาสุกุ ฮอนโจ นักวิทยาศาสตร์ชาวญี่ปุ่นจากมหาวิทยาลัยเกียวโต จากการค้นพบวิธีรักษามะเร็ง โดยปลดล็อกระบบภูมิคุ้มกันร่างกาย ให้เข้าจัดการกับเซลล์เนื้อร้าย ซึ่งนำไปสู่การพัฒนายารักษาใหม่ๆ และให้ความหวังแก่ผู้ป่วยโรคมะเร็งที่ก่อนหน้านี้ไม่สามารถรักษาให้หายได้
สาขาต่อมา สาขาฟิสิกส์ มีนักวิทยาศาสตร์ได้รับรางวัลร่วมกัน 3 คน คือ อาร์เธอร์ แอชกิน (Arthur Ashkin) ชาวอเมริกัน เฌราร์ มูรู (Gerard Mourou) ชาวฝรั่งเศส และดอนนา สตริกแลนด์ (Donna Strickland) ชาวแคนาดา
โดยแอชกิน ได้รับรางวัลจากผลงานคิดค้น “คีมจับเชิงแสง” ซึ่งเป็นการประยุกต์ใช้แสงเลเซอร์เพื่อหยิบจับและเคลื่อนย้ายอนุภาค อะตอม ไวรัส และเซลล์ต่างๆ ส่วนมูรูและสตริกแลนด์ ได้รับรางวัลจากการคิดค้นวิธีสร้างแสงเลเซอร์ที่มีความเข้มสูง และมีช่วงการเปล่งแสงที่สั้นที่สุด ซึ่งเรียกว่า “เชิร์ป พัลส์ แอมพลิฟิเคชั่น (CPA)” ซึ่งเป็นเลเซอร์แบบเดียวกับที่ใช้ในการผ่าตัดแก้ไขสายตาผิดปกติ อย่างแพร่หลายในปัจจุบัน
ขณะที่สาขาเคมี ตกเป็นของ ฟรานซิส อาร์โนลด์ และจอร์จ พี สมิท นักวิทยาศาสตร์ชาวอเมริกัน และเซอร์ เกรกอรี่ วินเทอร์ นักวิจัยชาวอังกฤษ จากการใช้เทคนิคที่เรียกว่า “วิวัฒนาการแบบชี้นำ (directed evolution = ไดเรกเต็ด เอฟโวลูชั่น)” และเทคนิค “เฟจดิสเพลย์ (phage display)” ในการสร้างเอนไซม์และโปรตีนชนิดใหม่ ซึ่งนำมาประยุกต์ใช้ได้หลากหลาย ตั้งแต่การผลิตยาใหม่ๆ และเชื้อเพลิงที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม
อาร์โนลด์ จากสถาบันเทคโนโลยีแคลิฟอร์เนีย หรือแคลเทค (Caltech) เป็นคนแรกที่ใช้วิธีเลียนแบบกระบวนการคัดเลือกโดยธรรมชาติ เพื่อพัฒนาเอนไซม์ที่ทำหน้าที่ตามที่กำหนดได้ ส่วนสมิทและวินเทอร์ ใช้ “แบคเทอริโอเฟจ (bacteriophages)” ซึ่งเป็นไวรัสของแบคทีเรียที่พบอยู่มากมายในธรรมชาติ เพื่อสร้างแอนติบอดีชนิดใหม่
แอนติบอดี คือโปรตีนขนาดใหญ่ในระบบภูมิคุ้มกันที่ร่างกายสร้างขึ้นมาเพื่อตรวจจับและทำลายฤทธิ์ของสิ่งแปลกปลอมที่เข้ามาในร่างกาย เช่น แบคทีเรีย และไวรัสและสาขาที่ 4 ที่เพิ่งประกาศไปก็คือสาขาสันติภาพ ในปีนี้ มอบให้แก่ นาเดีย มูราด และนายแพทย์แเดนิส มุกเวเก สองนักเคลื่อนไหวต่อต้านการข่มขืนในสงคราม
มูราด หญิงชาวอิรักเชื้อสายยาซิดี ซึ่งตกเป็นทาสทางเพศ และถูกข่มขืนทำร้ายร่างกายโดยนักรบกลุ่มไอเอส เป็นเวลา 3 เดือน ก่อนจะหนีออกมาได้ในปี 2014 โดยหลังจากนั้น เธอก็ได้เป็นแกนนำในการรณรงค์เพื่อปลดปล่อยชนกลุ่มน้อยเผ่ายาซิดี และหยุดยั้งการค้ามนุษย์ รวมถึงเรียกร้องให้ทั่วโลกร่วมต่อต้านการใช้การข่มขืนเป็นอาวุธสงครามอย่างจริงจัง
ส่วนนายแพทย์มุกเวเก เป็นสูตินรีแพทย์ชาวคองโก ที่ทำงานช่วยเหลือเหยื่อข่มขืนทางตะวันออกของสาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก ที่อยู่ในภาวะสงคราม มาเป็นเวลาหลายสิบปี โดยนายแพทย์มุกเวเกและทีมงานได้ให้การรักษาเยียวยาผู้ตกเป็นเหยื่อของการข่มขืนกว่า 3 หมื่นคน
ทั้งนี้ ยังเหลือรางวัลโนเบิลอีก 1 สาขา ที่ยังไม่ประกาศ คือ สาขาเศรษฐศาสตร์ ซึ่งจะมีการประกาศในวันจันทร์นี้ ส่วนสาขาวรรณกรรม ในปีนี้ไม่มีการมอบรางวัล เนื่องจากเกิดกรณีอื้อฉาวเรื่องเพศในคณะกรรมการชุดที่พิจารณารางวัลดังกล่าว ซึ่งถือเป็นครั้งแรกในรอบเกือบ 70 ปี