วันนี้ (16 ต.ค.61) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เสียงจุดประทัดดังสนั่นหวั่นไหวไปทั่วตำบลจำลอง อำเภอแสวงหา จังหวัดอ่างทอง โดยชาวบ้านเล่าว่า พวกเขาต้องทำเช่นนี้เป็นประจำ เพื่อขับไล่นกปากห่าง หลังพวกนกดังกล่าวเข้ามาบุกยึดสวนมะม่วงเป็นที่อยู่อาศัยนานกว่า 3 ปี แต่วิธีนี้ก็ดูไม่เป็นผล เพราะหลังสิ้นเสียงพวกมันก็พากันบินกลับมา
โดยนกปากห่างเป็นสัตว์ป่าคุ้มครองตามพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ. 2535 ในกฎหมายฉบับนี้มีเงื่อนไขว่า ห้ามล่า หากฝ่าฝืนมีโทษทั้งจำคุกและปรับ นี่จึงเป็นเหตุผลที่เจ้าของสวนมะม่วงไม่กล้าทำอะไรรุนแรงมากไปกว่าการจุดประทัด ส่งผลให้สวนมะม่วงกว่า 200 ไร่ ในพื้นที่เวลานี้ ยังไม่ออกผลตามฤดูกาล ทั้งที่เจ้าของสวนเคยได้ผลผลิตปีละกว่า 600,000 บาท รวมถึงยังไม่นับความกังวลเรื่องโรคระบาดที่จะมากับนกปากห่าง
ทั้งนี้ภายหลังจากที่ปัญหาถูกนำเสนอผ่านผู้สื่อข่าวพีพีทีวี ล่าสุดนายอำเภอแสวงหา ตั้งคณะทำงาน และเรียกประชุมหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อเร่งหาทางแก้ไข เพราะนกปากห่างเป็นสัตว์คุ้มครองตามกฎหมาย ซึ่งในที่ประชุมตัวแทนกรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืชเสนอว่า จะทำหนังสือถึงอธิบดีฯ เพื่อขอใช้มาตรา 26 ตามพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ.2535 ตัดทำลายแหล่งที่อยู่อาศัยตัดวงจรการแพร่พันธุ์ของนกปากห่าง เพื่อการวิจัย
ขณะที่ตามข้อมูลงานวิจัยของกรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช พบว่า นกปากห่างแพร่ขยายพันธุ์ อยู่ในทวีปเอเชียตอนใต้ตั้งแต่ปากีสถาน อินเดีย เนปาล ศรีลังกา และมีพฤติกรรมอพยพย้ายถิ่นมาไทยในช่วงเดือนมิถุนายนถึงธันวาคม และอพยพกลับถิ่นฐานเดิมตามวงรอบ แต่ระยะหลังพบว่าพวกมันไม่อพยพกลับ ส่งผลให้จำนวนนกปากห่างเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง จากที่เคยสำรวจไว้ในปี 2551 มีประมาณ 400,000 ตัว ในไทย สำหรับแนวทางแก้ปัญหาเวลานี้มีแค่ทางเลือกเดียว คือ ทำลายแหล่งที่อยู่ของนกปากห่างที่พวกมันลงหลักปักฐานเพื่อให้เกิดการอพยพหนี แต่แนวทางนี้ก็ยังตอบไม่ได้ว่า พวกมันจะอพยพข้ามประเทศ หรือ เพียงแค่ย้ายถิ่นจากสวนแห่งหนึ่งไปยังสวนอีกแห่ง
ภูมิภาค แพรม้วน ถ่ายภาพ
เศรษฐา โสรินทร์ รายงาน