โดยผู้ท้าชิงหมายเลข 1 คือ “อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์คนที่ 7 ที่ผ่านบนเวทีปราศรัยอย่างโชกโชน เพราะเข้าสู่สนามการเมืองตั้งแต่ อายุ 27 ปี เริ่มต้นจากการเป็นอาสาสมัครช่วยหาเสียงให้กับ นายพิชัย รัตตกุล อดีตหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์
ในเหตุการณ์พฤษภาทมิฬ 2535 อภิสิทธิ์ เป็นหนึ่งในบุคคลที่ร่วมปราศรัยและคัดค้านการดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีของ พล.อ. สุจินดา คราประยูร จนตัวเองมีความโดดเด่นในฐานะ “นักการเมืองหน้าใหม่”
ก้าวเข้าสู่ตำแหน่งหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ เมื่อวันที่ 5 มี.ค. 2548 และ เขาเป็นคนเดียวที่ครองตำแหน่งหัวหน้าพรรคที่ยาวนานที่สุด
ในช่วงที่ อภิสิทธิ์ ขึ้นเป็นนายกฯคนที่ 27 ต่อจากนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ ที่ถูกตัดสิทธิ์ทางการเมือง 5 ปี เพราะศาลรัฐธรรมนูญตัดสินยุบพรรคพลังประชาชน เขาถูกอภิปรายไม่ไว้วางใจจากพรรคฝ่ายค้านอย่างดุเดือด บางครั้งการอภิปรายถึงขั้นสภาล่ม แต่เขาก็ประคับประคองรัฐบาลของเขามาได้ เพราะบนเวทีสภาฯเขามีความโดดเด่นสามารถตอบโต้ฝ่ายตรงข้ามอย่างสุดฤทธิ์
ผู้ท้าชิงหมายเลข 2 นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม อดีตส.ส. พิษณุโลก โดดเด่นจากผลงานขุดคุ้ยการทุจริตโครงการรับจำนำข้าว ของรัฐบาล ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร โดยการประชุมประชุมสภาพิจารณา พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี เขาได้ลุกขึ้นอภิปรายอย่างดุเดือดนำแผนผังบุคคลที่เชื่อมโยงการทุจริตโครงการจำนำข้าวมาโชว์กลางที่ประชุม สุดท้ายศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง มีคำพิพากษาจำคุก น.ส.ยิ่งลักษณ์ 5 ปี ไม่รอลงอาญาในความผิดฐานละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบฯ
“หมอวรงค์” เข้าสู่สนามการเมืองด้วยการเป็นสมาชิกพรรคไทยรักไทย แต่ก็ต้องลาออก เพราะพรรคไม่ส่งลงเป็นผู้สมัครส.ส. และได้เปลี่ยนตัวผู้สมัครส.ส.ในเขตพิษณุโลกด้วย ทำให้เขาต้องย้ายมาสังกัดพรรคประชาธิปัตย์จากการชักชวนของนายนคร มาฉิม อดีตส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ ที่ลาออกไปซบพรรคเพื่อไทย
“หมอวรงค์” ได้รับเลือกเป็นส.ส.พิษณุโลก ปี 2548 ได้รับเลือกตั้งอีกในปี 2550 และ ปี2554 เคยได้รับแต่งตั้งเป็นรองโฆษกพรรคประชาธิปัตย์
ผู้ท้าชิงหมายเลข 3 คือ “อลงกรณ์ พลบุตร” อดีตรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ มีบทบาทสำคัญในการตรวจสอบการทุจริตของรัฐบาลหลายอย่าง เช่น การตรวจสอบการทุจริตในโครงการเช่าซอฟต์แวร์ ของการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) หรือ การทุจริตในสนามบินสุวรรณภูมิ จนได้รับการคัดเลือกจากสื่อมวลชนประจำรัฐสภาให้เป็น"ดาวเด่นแห่งปีของรัฐสภา ประจำปี 2546"พร้อมกับได้รับฉายา"มือปราบรัฐสภา"
“อลงกรณ์” ลงเล่นการเมืองหลังรัฐประหารปี 2534 โดยลงสมัครส.ส.ครั้งแรกแต่สอบตก และ ลงครั้งที่ 2 ปี 2538 เขาได้รับเลือกตั้งเป็นส.ส. เป็นนักการเมืองที่มีฐานเสียงในพื้นที่จ.เพชรบุรี
หลังจากรัฐประหารพ.ค.ปี 2557 เขาได้ลาออกจากสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ จนได้รับการแต่งตั้งเป็นสมาชิก สภาขับเคลื่อนการปฎิรูปประเทศ (สปท.) และได้ลาออกเมื่อเดือนก.ค.2560 กลับมาสมัครเป็นสมาชิกประชาธิปัตย์อีกครั้ง พร้อมท้าชิงเก้าอี้หัวหน้าพรรคด้วย
ติดตามข่าววันนี้ได้ที่นี่ >> //www.pptvhd36.com/special/ข่าววันนี้