นายชาติชาย พยุหนาวีชัย ผู้อำนวยการธนาคารออมสิน เปิดเผยว่า ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจ ธุรกิจและเศรษฐกิจฐานราก ธนาคารออมสิน ได้ทำการวิจัยและสำรวจพฤติกรรมการออมของประชาชนฐานราก พบว่าภาพรวมการออมของประเทศในช่วง 3 ปีที่ผ่านมามีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยในปี 2560 มีปริมาณการออมเบื้องต้นของประเทศอยู่ที่ 5.4 ล้านล้านบาท
และเมื่อทำการสำรวจการออมของประชาชนฐานราก ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจฯ จากกลุ่มตัวอย่างประชาชนรายได้ไม่เกิน 15,000 บาททั่วประเทศจำนวน 2,150 ตัวอย่าง พบว่า ประชาชนฐานราก ร้อยละ 32.2 มีเงินออม ส่วนใหญ่ร้อยละ 56.9 ของผู้ที่มีเงินออม มีการออมแบบรายเดือน จำนวนเงินออมเฉลี่ยอยู่ที่ 1,500 บาทต่อเดือน ซึ่งมีทั้งนิยมฝากไว้กับธนาคาร,เก็บไว้ที่บ้านและเล่นแชร์
โดยวัตถุประสงค์การออม 3 อันดับแรก คือ เพื่อใช้ยามฉุกเฉิน เจ็บป่วย (ร้อยละ 71.7) สำรองไว้ใช้ (ร้อยละ 67.0) และเป็นทุนประกอบอาชีพ (ร้อยละ 39.3) ขณะที่การออมเพื่อใช้ยามเกษียณมีเพียงร้อยละ 23.5 เท่านั้น
เป็นที่สังเกตได้ว่า การออมของคนไทยเลือกที่จะออมเพื่อใช้ยามฉุกเฉินมากกว่าระยะยาวซึ่งเมื่อสำรวจถึงอุปสรรคสำคัญที่ไม่สามารถออมเงินได้ “ร้อยละ 52.3 ไม่มีเงินเหลือไว้ออม ร้อยละ 24.2 มีเหตุจำเป็นต้องใช้เงิน และ ร้อยละ 18.6 มีภาระหนี้สิน”
อย่างไรก็ตาม ก็ยังถือว่าการออมของคนไทยมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง อย่างที่กล่าวไปข้างต้นว่าในปี 2560 การออมเบื้องต้นของประเทศอยู่ที่ 5.4 ล้านล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 34.8 ของ GDP ซึ่งเมื่อเทียบกับกลุ่มประเทศในภูมิภาคเดียวกันถือว่าอยู่ในระดับต้นๆ ซึ่งมีทั้งการออมในรูปแบบต่างๆ เช่น เงินฝาก สลากออมทรัพย์ พันธบัตร ประกันชีวิต เป็นต้น
และในวันที่ 31 ต.ค. ของทุกปีเป็นวันออมแห่งชาติและเชื่อว่าหลายคนเงินเดือนเพิ่งออกด้วยเช่นกัน ถ้าเป็นไปได้ใช้ฤกษ์ดีวันออมแห่งชาติเริ่มต้นออมเงินกันดีกว่า