พร้อมจัดงานสัมมนาและเทคโนโลยีโชว์เคสแห่งปีภายใต้ชื่อ "AIS Business : The DIGITAL FUTURE 2019" ไปเมื่อวันที่ 13 พ.ย.ที่ผ่านมา ซึ่งเปิดโอกาสให้ภาคธุรกิจและองค์กรทุกกลุ่มได้สัมผัสกับนวัตกรรมและเทคโนโลยีที่เอไอเอสและพันธมิตรนำมาจัดแสดง
นายยงสิทธิ์ โรจน์ศรีกุล หัวหน้าคณะผู้บริหารกลุ่มลูกค้าองค์กรของ AIS กล่าวว่า บริษัทให้บริการลูกค้าระดับองค์กรมาหลายปี ซึ่งใน 2 ปีที่ผ่านมา มีการพัฒนาไปมากและมีบริการใหม่ๆ เกิดขึ้นมากมาย อาทิ Cloud ,Data Center, Digital marketing ,Application และ IoT (Internet of Things) และมีการนำไปใช้ในธุรกิจอสังหาริมทรัพย์, รถยนต์ หรือนิคมอุตสาหกรรมต่างๆ ทำให้วันนี้เอไอเอสมีความพร้อมอย่างยิ่งทั้งในด้านเครือข่ายและเทคโนโลยีอันทันสมัย ที่จะก้าวสู่การเป็นผู้นำบริการ ICT เพื่อองค์กรครบวงจรและเต็มรูปแบบ
"เอไอเอส พร้อมสนับสนุนภาคธุรกิจและองค์กรของไทยให้เติบโตก้าวหน้าอย่างยั่งยืน รวมถึงสร้างโอกาสใหม่ๆ ในการทำธุรกิจในยุคเศรษฐกิจดิจิทัล ไม่ว่าจะเป็นขีดความสามารถด้านโครงข่าย Digital Infrastructures ที่มีประสิทธิภาพเป็นอันดับ 1 ของประเทศ ได้แก่ เครือข่าย Mobile, เครือข่าย Fixed Broadband และเครือข่าย IoT รวมถึงนวัตกรรมเทคโนโลยี และ Digital Services ที่เกิดจากการผนึกความแข็งแกร่งของบริษัทและบุคลากรในเครือกับศักยภาพจากบริษัทพันธมิตรด้านไอทีระดับโลก ทำให้เอไอเอสสามารถปรับแต่งโซลูชั่นส์ให้สอดคล้องกับแต่ละองค์กรในแต่ละอุตสาหกรรมได้ พร้อมทั้งให้คำปรึกษากับทุกองค์กรที่สนใจนำเทคโนโลยีไปใช้ในการทำงาน" นายยงสิทธิ์ กล่าว
เอไอเอส ชู IoT เทคโนโลยีดาวเด่น
อีกเทคโนโลยีดาวเด่นที่ เอไอเอส ให้ความสำคัญและกำลังจัดทัพองค์กรและบุคลากรเพื่อกระโดดเข้าสู่เทคโนโลยีนี้เต็มรูปแบบทั้งในส่วนลูกค้าและลูกค้าองค์กร คือ บริการด้าน IoT (Internet of Things) ซึ่งกำลังเป็นเทรนด์ใหม่ที่คนทั่วโลกสนใจและพูดถึงเป็นอย่างยิ่ง ด้วยเป็นอุปกรณ์เชื่อมต่อที่เข้ามามีบทบาทเพิ่มขึ้นในการใช้ชีวิตประจำวันของคน ไม่ว่าจะเป็นอุปกรณ์สมาร์ทโฟน แท็บเล็ต รถยนต์ ที่พักอาศัย อุปกรณ์เครื่องใช้ไฟฟ้า หรือการช่วยอำนวยความสะดวกสบายและปลอดภัย ซึ่ง IoT เป็นเทคโนโลยีที่องค์กรทุกภาคส่วนสามารถนำไปประยุกต์ใช้กับธุรกิจได้หลากหลายรูปแบบ
นางสาวอัศนีย์ วิภาตเวทย์ หัวหน้าส่วนผลิตภัณฑ์ลูกค้ากลุ่มลูกค้าองค์กร และบริการระหว่างประเทศของ เอไอเอส เปิดเผยว่า IoT เป็นอีกธุรกิจที่เอไอเอสเชื่อว่าจะเป็นเทคโนโลยีดาวเด่น เช่นเดียวกับ Cloud ก่อนหน้านี้ บริการ IoT ของเอไอเอส จะเป็นแบบ Machine to Machine หรือเทคโนโลยีที่ทำให้อุปกรณ์ต่างๆ สามารถส่งข้อมูลระหว่างกันเองได้ ซึ่งการเติบโตก็สูงระดับตัวเลขสองหลัก
“IoT เป็นธุรกิจที่โดดเด่น เรามองเห็นการเปลี่ยนแปลงอย่างชัดเจนในปีนี้ มีอัตราเติบโตแบบก้าวกระโดดเป็นหลัก 100% ซึ่งขนาดการเติบโตของธุรกิจนี้ในอนาคตขึ้นอยู่กับการปรับตัวเข้าสู่ยุคดิจิทัลของประเทศไทยว่าจะช้าหรือเร็วขนาดไหน ถ้ามองตลาดทุกวันนี้ IoT ในไทยมีมากกว่าเรื่องของการเชื่อมต่อ วันนี้กราฟของ IoT กำลังพ้นจากการริเริ่มหรือการเริ่มต้น (Innovator) เข้าสู่ลูกค้ากลุ่มแรกๆ (Early Adopter)แล้ว ถ้าสเกลธุรกิจจะเกิดขึ้นต้องเปลี่ยนผ่านไปสู่ระดับการนำมาใช้อย่างแพร่หลาย (Mass Adoption) ตอนนี้เราเริ่มเห็นการเติบโตของ IoT แสดงว่า ประเทศไทยกำลังมาแล้ว เหลือแค่รอสเกล ซึ่งน่าจะต้องใช้เวลาอีกระยะหนึ่ง แต่เชื่อว่าในปีหน้าเราจะเห็นบริการ IoT ในกลุ่มลูกค้าองค์กรมากขึ้น” นายอัศนีย์ กล่าว
นอกเหนือจากกลุ่มลูกค้าองค์กรที่ เอไอเอส นำบริการ IoT เข้าไปสนับสนุนบทบาทการทำธุรกิจแล้ว นายอัศนีย์ กล่าวว่า เอไอเอสยังให้ความสำคัญกับกลุ่มลูกค้าด้วย เพราะเริ่มเห็นว่ามีกลุ่มลูกค้าจำนวนหนึ่งมีการนำ Smart Home หรือ Home Automation หรือระบบควบคุมการทำงานในบ้าน มาปรับใช้ในชีวิตประจำวัน ซึ่งยังอยู่ในระดับเริ่มต้น แต่ถ้าไปดูในต่างประเทศ จะพบว่า บริการ IoT ในกลุ่มผู้บริโภคค่อนข้างจะมีความหลากหลายมากกว่า เช่น ในสแกนดิเนเวียน มีการนำ IoT มาประยุกต์ใช้ในเรื่องสุขภาพและการแพทย์ซึ่งทำให้หมอกับผู้ป่วยได้ใกล้ชิดกันมากขึ้น ทว่าเทรนด์ของไทยยังไม่เร็วขนาดนั้น แต่เชื่อว่าอีกไม่นานเรื่องนี้ก็จะเข้ามา และในอนาคต เอไอเอส อาจทำงานร่วมกับโรงพยาบาลหรือศูนย์การแพทย์ต่างๆ แล้วส่งบริการต่อไปยังผู้บริโภค เป็นต้น
ทั้งนี้ เอไอเอส ให้ความสำคัญกับ IoT ซึ่งต้องใช้งานข้อมูล (Data) เป็นหลัก เพราะแม้ว่าอุปกรณ์ IoT มีแนวโน้มที่จะมีจำนวนเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง แต่อุปกรณ์ IoT กลับต้องการใช้งานปริมาณข้อมูลที่น้อยมากเมื่อเทียบกับการใช้งานสมาร์ทโฟนทั่วไป ดังนั้น อุปกรณ์ IoT ต้องการ “เครือข่ายที่ใช้พลังงานต่ำ” หรือ “Low Power Network” เพื่อให้อุปกรณ์สามารถติดตั้งกระจายไปได้ในทุกสถานที่ โดยใช้พลังงานแบตเตอรี่จำกัด แต่สามารถใช้งานได้นาน 3-5 ปี เอไอเอสจึงลงทุนขยายเครือข่าย NB-IoT และ eMTC ซึ่งเป็นเครือข่ายเฉพาะสำหรับอุปกรณ์ IoT ทั่วประเทศ เพื่อให้เกิดรูปแบบการใช้งาน Solution IoT ใหม่ๆ ที่ไม่เคยทำได้บนการใช้งานเครือข่าย 3G และ 4G ตามปกติ เช่น การทำ Cold Chain Management ที่จะมีการติดตั้งเซ็นเซอร์วัดอุณหภูมิห้องเย็น ตู้แช่ หรือกระติกเก็บความเย็น เพื่อควบคุมและติดตามคุณภาพสินค้าในห้องเย็นไปได้ทุกที่ ตั้งแต่ต้นทางการผลิต จนถึงมือผู้บริโภค เป็นต้น
อย่างไรก็ตาม เอไอเอส เตรียมความพร้อมการใช้งาน IoT บนเครือข่ายที่หลากหลาย ทั้ง 4G, 3G, eMTC, NB-IoT เพื่อตอบโจทย์การใช้งานที่แตกต่างกันของอุปกรณ์และ Solution IoT ต่างๆ ตามความเหมาะสม
อ่านข่าว : “เอไอเอส” เปลี่ยนผ่านสู่ “ผู้นำบริการ ICT เพื่อองค์กรครบวงจร”