จากรายงานตอนที่แล้ว เราถอดบทเรียนถ้ำหลวงในมุมของอาสาสมัครกู้ภัย มาตอนนี้ บทเรียนสำคัญที่ได้จากปฏิบัติการถ้ำหลวงอีกอย่างหนึ่ง คือ การบริหารจัดการสถานการณ์ในภาวะวิกฤติ เราจะสร้างระบบนี้ให้เป็นรูปแบบได้อย่างไร
ปฏิบัติการกู้ภัยเยาวชน 13 ชีวิตในถ้ำหลวง สะท้อนบทเรียนเรื่อง “สถานการณ์สร้างวีรบุรุษ” ไว้อย่างเด่นชัด แต่การตัดสินใจและการบริหารจัดการวิกฤติที่เกิดขึ้น คงฝากความหวังไว้ที่ทักษะเฉพาะบุคคลเพียงอย่างเดียวไม่ได้
ข่าวที่เกี่ยวข้อง : ถอดบทเรียน “ถ้าหลวง” ตอนที่ 1: โป่งผาโมเดล ยกระดับภารกิจทีมกู้ภัย
ในมุมมองของนักวิชาการอย่าง ผู้ช่วยศาสตราจารย์ทวิดา กมลเวช คณบดีคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เห็นว่า สิ่งสำคัญที่สุดในการจัดการภาวะวิกฤติ คือ “ระบบข้อมูล” และ “ทีมงานเฉพาะกิจ” ซึ่งต้องอาศัยสิ่งที่เรียกว่า “เครื่องมือนโยบาย” ชุดหนึ่ง แต่ทุกวันนี้ยังมีข้อจำกัดหลายอย่างที่เป็นอุปสรรค
การรวบรวมข้อมูล ความรู้ ความเชี่ยวชาญ ที่กระจัดการกระจายเข้าด้วยกันอย่างเป็นระบบนั้น ผู้ช่วยศาสตราจารย์ทวิดา คาดว่าจะใช้เวลาไม่ต่ำกว่า 5 ปี และต้องยึดเรื่องความปลอดภัยเป็นตัวตั้ง ที่สำคัญระบบจัดการภัยพิบัติของแต่ละพื้นที่ไม่จำเป็นต้องเหมือน อย่าตัดเสื้อโหลให้ใส่
มองบทเรียนจากถ้ำหลวงแล้วเห็นจุดเด่น จุดด้อย มากมาย หากเรียนรู้แต่ไม่ลงมือทำ เมื่อถึงเวลาอาจสายเกินไป เพราะภัยพิบัติอุบัติใหม่ นับวันจะเกิดบ่อยครั้ง และสร้างความเสียหายรุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ