คืนนี้ตามเวลาในสหรัฐ ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ จะขึ้นแถลงนโยบายประจำปี หรือ “State of the Union” คาดกันว่าน่าจะเป็นการเรียกร้องให้ทุกฝ่ายหันมาช่าวยกันทำงานเพื่อบ้านเมือง ตามคำขวัญที่ทางทำเนียบขาว ประกาศออกมาก่อนหน้านี้ว่า”เชื่อมต่อความแตกแยก เยียวยาบาดแผล สร้างแนวร่วมใหม่ และก้าวไปข้างหน้าเพื่อสะสางปัญหา” คล้ายๆ กับคำขวัญวันเด็กในบ้านเรา
แต่ว่ากันว่า”State of the Union” ปีนี้ จะเป็นปีที่ทรัมป์ถูกท้าทายมากที่สุด เริ่มตั้งแต่การเดินขึ้นเวที ที่ปกติแล้ว ผู้เข้าฟังการแถลงนโยบาย จะลุกขึ้นยืนปรบมือให้ประธานาธิบดี แต่ปีนี้สภาผู้แทนราษฎรเป็นของเดโมแครต คนฟังส่วนใหญ่ก็ได้รับผลกระทบจากการทำงานของทรัมป์ โดยเฉพาะข้าราชการที่ถูกพิษ”Government Shutdown” มาหยกๆ จึงมีการจับตาว่า จะมีซักกี่คนที่ลุกขชึ้นปรบมือให้ทรัมป์
อีกหนึ่งธรรมเนียมที่จะถูกจับตามากที่สุดก็คือ เมื่อประธานาธิบดีเดินขึ้นเวทีแล้ว สิ่งแรกที่ต้องทำก็คือ ทักทายกับประธานรัฐสภา โดยมีการสวมกอดและจับมือทักทาย แต่คนที่ทรัมป์จะต้องเข้าไปกอดและจับมือก็คือ นางแนนซี่ เปโลซี่ หญิงเหล็กจากพรรคเดโมแครต ที่ไม่ยอมให้ทรัมป์สร้างกำแพง แถมยังเป็นคนสั่งให้เลื่อนกำหนดการแถลงนโยบาย ทำให้ทรัมป์เสียรังวัดไปไม่น้อย จึงต้องดูกันว่า ทั้งสองคนจะทักทายกันอย่างไร
บนเวทีว่าลำบากแล้ว ผู้ฟังด้านล่างก็ยากเข็ญไม่แพ้กัน เพราะปีนี้พรรคเดโมแครตตบเท้ากับสภามากเป็นพิเศษ และไม่มีใครรับรองว่า ทรัมป์จะถูกโห่ฮาป่าระหว่างการแถลงหรือไม่ นอกจากนี้ยังมีสมาชิกรัฐสภาที่เป็นสุภาพสตรีหลายคน นัดกันใส่ชุดสีขาวเพื่อประท้วงทรัมป์ ที่ถูกกล่าวหามาตลอดว่าเป็นพวกเหยียดเพศ
ส่วนไฮไลท์สำคัญอีกอย่างอยู่ที่กลุ่มข้าราชการที่ทางพรรคเดโมแครตเชิญมาร่วมฟังการแถลง ซึ่งคนกลุ่มนี้ได้รับผลกระทบโดยตรงจากการ”Shutdown”ของหน่วยงานรัฐครั้งยาวนานที่สุด
สรุปรวมแล้ว นี่อาจเป็นการขึ้นเวทีแถลงครั้งที่ยากลำบากที่สุดของทรัมป์ ซึ่งหากทางคณะทำงานทำเนียบขาวไม่ทำการบ้านให้ดี เสียง”อิมพีชเมนท์” หรือการปลดประธานาธิบดี อาจจะดังขึ้นจนทรัมป์ต้องหนาวเป็นแน่