เสียงแรกที่ออกมาท้วงติง คือ นายกฤษฎา บุญราช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ระบุว่า ไม่เห็นด้วยกับการกำหนดเนื้อหาในร่าง พ.ร.บ.ข้าว เพราะเป็นการจำกัดสิทธิ์ในการขยายและพัฒนาข้าวของชาวนา และได้ส่งความเห็นคัดค้านเรื่องนี้ไปยัง สนช.แล้ว ใน 2 ประเด็น คือ 1.ยังไม่ควรกำหนดให้มีการลงทะเบียนผู้ประกอบการค้าพันธุ์ข้าว 2.การรับรองพันธุ์ข้าว เพราะอาจจะผลกระทบต่อวิถีชีวิตชาวนาในการผสมพันธุ์และขยายพันธุ์ข้าว แม้บทบาททั้งหมดจะอยู่ในความรับผิดชอบของกรมการข้าว แต่หน่วยงานนี้กลับเป็นไปในลักษณะทางวิชาการ ไม่ได้มีหน้าที่บังคับใช้กฎหมาย มีโครงสร้างไม่ทั่วถึงทุกจังหวัด จึงเกรงว่าจะไม่สามารถปฏิบัติตามร่างกฎหมายดังกล่าวได้
ขณะเดียวกัน “การรับรองพันธุ์ข้าวและการขึ้นทะเบียนผู้ประกอบการค้าพันธุ์ข้าวก็มีกฎหมายพันธุ์พืชและรักษาพันธุ์พืชอยู่แล้ว ซึ่งมีหลักการที่สามารถใช้ได้เหมือนกัน”
อย่างไรก็ตาม ทราบว่ากรรมาธิการฯ ได้มีการปรับแก้ถ้อยคำเรียบร้อยแล้ว ส่วนรายละเอียดจะเป็นอย่างไรนั้น จะต้องรอดูอีกครั้ง ขอย้ำอีกครั้งว่ากฎหมายฉบับนี้ไม่ได้ออกโดยกระทรวงเกษตรฯ หรือรัฐบาล
ต่อมาเป็นข้อท้วงติงจาก ดร.นิพนธ์ พัวพงศกร นักวิชาการเกียรติคุณสถาบันทีดีอาร์ไอ โดยระบุว่า ในบางมาตราของ พ.ร.บ.ข้าว ฉบับนี้ สาระสำคัญเน้นไปที่การควบคุมและลงโทษซึ่งจะเกิดผลเสียหายต่อวงการข้าวไทย ขณะที่มาตราด้านการพัฒนาก็มีจุดอ่อนที่ไม่น่าจะสำเร็จได้ ซึ่งประเด็นที่จะเสียหายต่อวงการข้าวไทย คือ มาตรา 27/1 และ มาตรา 33/2 การจำหน่ายเมล็ดพันธุ์ข้าวที่ยังไม่ได้รับการรับรองพันธุ์มีโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 1 แสนบาท หรือ ทั้งจำทั้งปรับ
โดยระบุว่า มาตรานี้จะปิดกั้นขัดขวางการพัฒนาพันธุ์ข้าวใหม่ๆของไทย ซึ่งในอดีตข้าวพันธุ์พื้นเมืองหลายพันธุ์จะเริ่มแพร่หลายในหมู่ชาวนาก่อนที่หน่วยงานราชการจะให้การรับรองจากนั้นจึงกลายเป็นพันธุ์ยอดนิยมอย่างที่เรารู้จักกันอยู่ทุกวันนี้ เช่น พันธุ์ข้าวดอกมะลิ 105 ขาตาแห้ง 17 ข้าวไรซ์เบอร์รี่ ข้าวสังหยด ข้าวทับทิมชุมแพ เป็นต้น
ดร.นิพนธ์ ระบุอีกว่า ความสำเร็จในการพัฒนาคุณภาพข้าวเกิดจากระบบควบคุมคุณภาพข้าวแบบกระจายอำนาจ เริ่มตั้งแต่เกษตรกร ปลูกข้าวกินเองและคัดพันธุ์ที่อร่อยไว้ เช่น กข2 กข4 ในอดีต เพื่อนำไปเพาะปลูกต่อ ขณะที่ด้าน พ่อค้า โรงสี จะส่งสัญญาณให้ชาวนารู้ว่าข้าวพันธุ์ไหน แหล่งพันธุ์ดี ไม่ดี โดยดูจากการสีข้าวแล้วมีปัญหา ก็จะทำให้รู้ว่าข้าวพันธุ์ไหนควรเพาะปลูกต่อไป เป็นต้น
เมื่อข้อสังเกตเริ่มดังขึ้น ผู้ที่ร่างกฎหมายดังกล่าวไปจนถึงนายกรัฐมนตรีต่างออกมาชี้แจ้งอีกด้าน
เริ่มที่ คณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่าง พ.ร.บ. ข้าว นำโดย พลโท จเรศักณ์ิ อานุภาพ รองประธานคณะกรรมาธิการ ชี้แจงว่า กฏหมายฉบับนี้ไม่ได้บังคับให้เกษตรกรต้องขึ้นทะเบียนทั้งหมด
นอกจากนี้ “ยังสามารถจำหน่ายเมล็ดพันธุ์ข้าวได้ตามปกติแม้จะไม่ได้ขึ้นทะเบียนกับกรมการข้าว” แต่ยืนยันว่าการขึ้นทะเบียนกับกรมการข้าวจะเป็นประโยชน์ในการพัฒนาสายพันธุ์ข้าว เนื่องจากการรับรองจะทำให้ได้พันธุ์ข้าวที่ดีมีคุณภาพและสามารถตรวจสอบได้ ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อเกษตรกรและผู้จำหน่ายข้าวในอนาคต
ด้าน ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร เชื่อว่า พ.ร.บ.ข้าว จะสร้างความเป็นธรรมให้กับทุกฝ่าย หากมีการบังคับใช้ ระบบข้าวจะมีการกำกับที่ชัดเจน และจะช่วยป้องกันการปลอมปนข้าว ทำให้ได้เมล็ดพันธุ์ที่มีคุณภาพมาใช้ในแปลงปลูกหรือขายต่อ
ล่าสุด พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ออกมา แสดงความเป็นห่วงเรื่องความเข้าใจที่คลาดเคลื่อน โดยเน้นย้ำว่า “ชาวนาสามารถพัฒนาพันธุ์ข้าวไว้ใช้เองได้ โดยไม่มีความผิด แต่หากจะนำไปขายก็ต้องไปขอขึ้นทะเบียนกับกรมการข้าว” เหมือนกับสินค้าอาหารเครื่องดื่มที่ต้องไปขึ้นทะเบียนกับ อย.เพื่อรับรองคุณภาพ และในระยะยาวเพื่อไม่ให้ถูกโรงสีเอาเปรียบกดราคา โดยการอ้างว่าข้าวเปลือกของชาวนาไม่มีคุณภาพ
ส่วนเสียงของชาวนาอย่างชาวนาในจังหวัดราชบุรี บอกว่า หากเมล็ดพันธุ์มีคุณภาพ ควบคุมราคาได้ และทำให้ราคาข้าวในตลาดสูงได้ ก็เห็นว่าเป็นเรื่องดี
สำหรับ ข้าวเป็นพืชเศรษฐกิจอันดับหนึ่งของเมืองไทย การส่งออกข้าวไทยครองอันดับหนึ่งของโลกเป็นอีกหนึ่งเครื่องการันตีว่าคุณภาพข้าวไทยที่ไม่มีประเทศใดจะเทียบได้ แต่หลายครั้งกลับกลายเป็นเครื่องมือสำคัญที่ถูกนักการเมืองหยิบยกมาเป็นนโยบายหาเสียง จนกลายเป็น พืชการเมือง และสร้างความเสียหายให้กับคุณภาพข้าวไทยมานักต่อนัก ที่สำคัญไม่ได้ทำให้คุณภาพชีวิตของชาวนาดีขึ้นอย่างแท้จริง ก็ต้องรอดูว่า กฎหมายข้าวหากผ่านการพิจารณาจาก สนช. เพื่อบังคับใช้เป็นกฎหมายแล้วประโยชน์จะไปอยู่ที่ชาวนาจริงหรือไม่