การท่องเที่ยวที่ฟื้นตัวขึ้น บวกกับการบริโภคภาคเอกชนที่เพิ่มขึ้น ทำให้เศรษฐกิจไทยในไตรมาสสุดท้ายของปี 2561 ขยายตัว 3.7% ส่งผลให้เศรษฐกิจไทยปีที่ผ่านมา (2561 ) ขยายตัว 4.1 % สูงสุดในรอบ 6 ปี แต่ยังต่ำกว่าที่ก่อนหน้านี้เคยประมาณการณ์ไว้ที่ 4.2 % โดยนายทศพร ศิริสัมพันธ์ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ หรือ สภาพัฒน์ ระบุว่า ส่วนหนึ่งมาจากการเบิกจ่ายภาครัฐที่ไม่เป็นไปตามเป้าหมาย
เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ประเมินว่า แนวโน้มจีดีพีของไทย ในปี 2562 คาดว่าจะขยายตัวในระดับ 3.5 - 4.5 % หรือ ประมาณ 4 % โดยมีปัจจัยบวกหลักๆ จากการใช้จ่ายภาคครัวเรือนที่มีแนวโน้มขยายตัวต่อเนื่อง การปรับตัวที่ดีขึ้นของการลงทุนภาคเอกชน และการเร่งของการลงทุนภาครัฐ
ส่วนปัจจัยเสี่ยง คือ ผลของสงครามการค้าระหว่างจีน-สหรัฐอเมริกาและการเลือกตั้งของไทย ในวันที่ 24 มีนาคมนี้ ที่จะส่งผลต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุน โดยคาดว่าการเลือกตั้งปีนี้จะมีเม็ดเงินเข้าระบบเศรษฐกิจอีกเกือบ 25,700 ล้านบาท ซึ่งจะมีผลต่อจีดีพี 0.1-0.2%
ด้านผลสำรวจของหอการค้าญี่ปุ่น – กรุงเทพฯ พบว่า นักลงทุนญี่ปุ่นส่วนใหญ่ยังคงมีความเชื่อมั่นที่จะลงทุนในไทย โดยบริษัทที่อยู่ในอุตสาหกรรมการผลิต คาดว่าในปี 2562 จะมีการลงทุนด้านโรงงานและเครื่องจักร เพิ่มขึ้น 30% ,ลงทุนเท่าเดิม 42% แต่ขอให้รัฐบาลเร่งลงทุนเมกะโปรเจกต์ใน EEC และปรับปรุงระบบศุลกากร
นายสแตนลีย์ คัง ประธานหอการค้าร่วมต่างประเทศในประเทศไทย กล่าวว่า นักลงทุนต่างชาติในไทยต้องการเห็นโครงการเมกะโปรเจกต์สำเร็จโดยเร็ว เพราะนอกจากจะช่วยอำนวยความสะดวกในการค้า การลงทุน และการขนส่งของภาคธุรกิจต่างๆ แล้ว ยังจะช่วยเพิ่มขีดความสามารถด้านการแข่งขันให้กับประเทศไทยด้วย ขณะเดียวกัน หากมีรัฐบาลใหม่แล้วก็ควรเร่งรัดการเจรจาเอฟทีเอกับประเทศต่างๆด้วย