ทำไมผมต้องทำ !! "การุณยฆาต"

โดย PPTV Online

เผยแพร่

หนุ่มไทย ตัดสินใจทำ “การุณยฆาต” ที่สวิตเซอร์แลนด์  

จากกรณีหนุ่มชาวไทย ที่ตัดสินใจเดินทางไปทำการุณยฆาต ที่ นครซูริค ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ เพราะมีปัญหาทางสุขภาพ โดยหนุ่มคนดังกล่าว ได้แชร์บทความที่เขาเคยเขียนไว้หลายปีก่อน เพื่อให้เข้าใจสาเหตุที่ทำให้เขาตัดสินใจทำการุณยฆาต โดยบทความชื่อ “ชีวิตแสนซวยกับเนื้องอกในสมอง” มีเนื้อหาว่า 

ชีวิตแสนซวยกับเนื้องอกในสมองของผมนี่มันคงจะดีมากเลยครับ ถ้ามันเปลี่ยนเป็นชีวิตแสนซนกับถุงเงินในกระเป๋าได้ ผมนั่งนึกถึงชื่อเรื่องของตัวเองแล้ว เพลง “ซวย” ของวง Hi-Rock ก็ก้องขึ้นมาอยู่ในหัวของผม ผมยังจำเพลงนี้ได้ดี เพราะตอนนั้นอัลบั้ม “คนพันธุ์ร็อก” เป็นเทปม้วนแรกๆ ที่ผมซื้อมาฟังเอง แล้วก็ฟังบ่อยมากช่วงสมัยเรียนอยู่มัธยมปีที่ ๑ ประมาณ พ.ศ.2533 รู้สึกเพลงนี้มันจะตรงกับชีวิตผมมากครับ เรียกได้ว่าตรงแบบบรรทัดต่อบรรทัดของเพลงเลยหละครับ “เรื่องซวยมันเรื่องใหญ่ แหมใครหากเป็นช้านน หมดกำลังก้าวเดิน อ๊า ... วา ฮา ... “  (-_- ‘)   

วันนี้ในปี 2559 ผมจะมาเล่าเรื่องราวเกี่ยวกับตัวผมในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการที่ได้เป็นเนื้องอกในสมองให้ฟังครับ ผมเป็นโรคนี้เมื่อประมาณสิบปีก่อน แต่เพิ่งเกิดความรู้สึกอยากเขียนเรื่องนี้ขึ้นมา เนื่องจากได้แรงบันดาลใจมาจากที่เพื่อนสมัยมัธยมปลายของผมคนหนึ่งซึ่งมีหน้าเหมือนโนบิตะ ได้นำบทความบทหนึ่งซึ่งเป็นการเขียนเล่าเรื่องราวเกี่ยวกับการเป็นเนื้องอกในสมองของพี่ท่านหนึ่งซึ่งเคยเป็นมาก่อน ให้ผมได้อ่านประมาณช่วงปลายปี พ.ศ.2558 ที่ผ่านมา

หลังจากได้อ่านเรื่องราวเหล่านั้น ผมรู้สึกผ่อนคลายขึ้นมาเป็นอย่างมาก รู้สึกว่าเราก็ไม่ได้เป็นอย่างนี้อยู่คนเดียว ยังมีคนอื่นๆที่มีประสบการณ์คล้ายกันกับเราอยู่เช่นกัน การได้ทราบถึงอาการและการใช้ชีวิตของผู้ที่เป็นอย่างเรานั้นมันคล้ายกับช่วยให้เราได้มีแนวทางในการใช้ชีวิตเพิ่มขึ้นมาได้เยอะเลยทีเดียว

ชีวิตหลังเรียนจบครับ มันไม่ง่ายเลยซักกะนิดเดียว

แรกๆ ผมกะว่าจะเขียนให้มันกระชับเหมือนกับบทความที่ผมเคยได้อ่านมาแหละครับ แต่ไปๆมาๆ พอมานั่งอ่านทวนที่ผมได้เขียนไป กลายเป็นว่ามันเป็นบทความที่ยาวมาก พิมพ์ลง Word ได้เกือบ 24 หน้า อ่านแล้วอย่างกับจะเป็นจดหมายลาเขียนเล่าเรื่องราวความเป็นไปก่อนตัวเองก่อนจะจากโลกนี้ไปยังไงอย่างนั้นเลยทีเดียว แต่ก็เอาน่า ... ไหนๆ จะเขียนแล้วก็เขียนให้มันเต็มที่ไปเลย

หมอนิวโรศัลย์

ปัจจุบันผมได้รับการผ่าตัดมาแล้ว 3 ครั้ง ครั้งแรกสุดเมื่อต้นปี พ.ศ.2548 ครั้งที่สองเมื่อปลายปี พ.ศ.2552 และครั้งสุดท้ายเมื่อกลางปี พ.ศ.2558

จริงๆ ก่อนที่ผมจะเป็นเนื้องอกในสมองครั้งแรกตอนปี 2548 นั้น ในช่วงอายุประมาณ 14 -15 ปี (ประมาณ พ.ศ.2534) ผมจะมีอาการหน้ามืดขึ้นหัวทุกครั้งเมื่อวิดพื้นเสร็จครับ ผมไม่รู้ว่าอาการนี้จะเกี่ยวข้องกับเนื้องอกในสมองหรือไม่ เพราะอาการนี้มันได้หายไปเองช่วงผมอยู่มัธยมปลาย

ครั้งแรกที่ผมเป็นนั้น ผมมีอาการปวดหัวชาๆ เบาๆ ตลอดวัน รู้สึกเหมือนคอเคล็ดเล็กๆ อยู่ประมาณอาทิตย์หนึ่ง เคล็ดจนทำให้ผมคิดว่ากระดูกคอผมอาจจะขาดแคลเซียมกระดูกคอเลยอ่อนมั้ง น่าจะหาอะไรมากินเสริมสักหน่อย จนผมถึงกับไปหาก๋วยเตี๋ยวเอ็นตุ๋นกินกันเลยทีเดียว เพราะคิดว่าเอ็นหรือกระดูกอ่อนคงช่วยได้บ้าง แต่อาการก็ไม่ทุเลาลงไปเลยครับ จนเพื่อนร่วมงานทักผมว่า “เป็นอะไรไปหรือเปล่า หน้าดูยับมาก”

ช่วงนั้นผมไฟแรงมากเพราะเป็นช่วงที่กำลังข้ารับการเทรนจากบริษัท เพื่อจะได้ไปฝึกต่อที่ประเทศญี่ปุ่นประมาณ 1 ปี แล้วจะได้กลับมาทำงานรับช่วงต่อจากคนญี่ปุ่นในตำแหน่งต่างๆตามที่ได้รับมอบหมาย เนื่องจากช่วงนั้นบริษัทกำลังทำการ re-engineering องค์กรใหม่ เพื่อถ่ายงานจากคนญี่ปุ่นมาให้คนไทยทำแทนอยู่พอดี ชีวิตกำลังจะสดใสเลยใช่ไหมครับ แต่ก็เหมือนมีกรรมมาบัง ...

ช่วงสัปดาห์ก่อนเข้าโรงพยาบาล ผมจะมองแทบไม่ค่อยเห็นเลยถ้าหากแสงไม่มากพอ แต่ปกติผมจะออกจากบ้านก่อนตี 5 ครึ่ง เพราะบ้านผมอยู่แถวสวนสยาม แต่ที่ทำงานอยู่อาคารติดกับตึกมาลีนนท์บนถนนพระราม ๔ ซึ่งจะรถติดสาหัสมากหากออกช้ากว่านี้ ปกติช่วงที่ผมขับรถไปทำงานนั้น ท้องฟ้าจะยังมืดสลัวๆอยู่ ในช่วงสัปดาห์นั้นผมไม่สามารถมองเห็นได้ไกลกว่า 2-3 ช่วงคันรถครับ ซึ่งอันตรายมาก ผมจึงต้องขับรถให้ช้ามากครับ โดยผมชับรถอยู่ที่ประมาณ 20 กม.ต่อชั่วโมงเท่านั้น แต่ก็ยังอุตส่าห์ขับแบบนี้อยู่จนไปถึงที่ทำงานได้ตั้งเกือบสัปดาห์หนึ่ง แต่ตอนนั้นผมคิดว่าคงเป็นเพียงเพราะตอนนอนหลับ ผมดันไปนอนคว่ำหน้ากดทับลูกตาละมั้ง ตอนตื่นใหม่ๆเลยคงทำให้ตาไม่เข้าเบ้าดีเลยมองไม่ค่อยชัด เพราะพอช่วงเวลาทำงานและตอนขับรถกลับบ้านซึ่งมีแสงเต็มที่ ผมก็สามารถมองเห็นได้ชัดเจนปกติไม่มีปัญหาอะไร

แต่อาการก็แย่ลงจนในวันหนึ่งขณะที่ผมกำลังขับรถกลับบ้าน ผมได้เกิดอาการชาจากหลังแล้วลามออกไปปลายมือปลายเท้า จนไม่มีแรงกำพวงมาลัย แต่โชคดีที่ตอนนั้นรถกำลังติดแบบไหลไปได้ช้าๆเรื่อยๆ และโชคดีที่วันนั้นเพื่อนร่วมงานผมนั่งรถมาด้วย ก็เลยช่วงประคองหมุนพวงมาลัยบ้าง ดึงเบรคมือบ้างจนสามารถเอารถเข้าไปหยุดเกยฟุตบาทได้โดยไม่เป็นอะไร พอดีขึ้นก็ขับรถกลับบ้านต่อได้ตามปกติครับ

จากสาเหตุเหล่านี้ ทำให้ผมเริ่มรู้สึกว่าร่างกายผมเองน่าจะเริ่มไม่ปกติมากๆแล้วหละ ในวันศุกร์ของสัปดาห์นั้นในช่วงหยุดพักย่อย ผมก็ได้ขอหัวหน้างานไปห้องพยาบาล และโชคดีเป็นอย่างยิ่งที่วันนั้นเป็นช่วงที่มีคุณหมอมาเข้าเวรที่ห้องพยาบาลประจำบริษัทพอดี

คุณหมอได้ตรวจและสอบถามอาการผม หลังจากนั้นก็ได้เขียนจดหมายฉบับหนึ่งแล้วยื่นให้ผม บอกว่าให้ผมนำจดหมายนี้ไปโรงพยาบาลไหนก็ได้ที่มีแผนกนิวโรศัลย์ (ตอนแรกที่ผมได้ยินคำนี้ผมขำมากครับ สงสัยมากว่าเป็นคำภาษาอะไร เหมือนจะเป็นภาษาอังกฤษแต่ทำไมมีเสียง “สัน” ด้วย หรือจะเป็นภาษาไทย แต่ก็ทำไมมีคำว่า “นิว - โร” หละ เนื่องจากคำนี้เป็นคำที่ผมไม่เคยได้ยินมาก่อนเลยในชีวิต ไม่รู้ด้วยว่าควรจะเขียนว่ายังไง มารู้ทีหลังว่ามาจากคำว่า “นิวโร ศัลยแพทย์” ครับ ◝(•̀ㅂ•́)◟ ) ผมได้ขอผลัดเป็นวันเสาร์เนื่องจากวันนี้เป็นวันศุกร์แล้ว ขอทำงานให้เสร็จเรียบร้อยแล้วค่อยไปหาวันรุ่งขึ้นวันเสาร์ซึ่งเป็นวันหยุดแทนได้ไหม แต่คุณหมดยืนกรานว่าต้องไปเดี๋ยวนั้นทันทีเท่านั้น

ผ่าตัดครั้งแรก

ผมได้ขอลางานระหว่างวันและรีบไปโรงพยาบาลที่หมอแนะนำทันที เมื่อไปถึงก็ติดต่อประชาสัมพันธ์และยื่นจดหมายให้พร้อมทั้งบอกว่าขอตรวจกับหมอนิวโรศัลย์ตามที่คุณหมอบอก ก็ตรวจอยู่หลายอย่างประมาณครึ่งวัน รอจนถึงเย็นสรุปก็คือตรวจพบว่าเป็นเนื้องอกในสมองบริเวณท้ายทอย และต้องเข้านอนโรงพยาบาลเตรียมผ่าตัดทันที

ผมนอนโรงพยาบาลอยู่หนึ่งวัน คุณหมอบอกหากปล่อยช้าไปกว่านี้อาจเป็นอันตรายถึงชีวิต เพราะตอนนี้เนื้องอกเริ่มกดทับแกนสมอง (Brainstem) แล้ว ผมจึงเข้ารับการผ่าตัดในวันถัดไปเลย เพราะกลัวตายครับ

ใช่ครับ ผมกลัวความตาย ในตอนนี้นะครับ แต่ความคิดนี้จะเปลี่ยนไปตลอดกาลหลังจากการผ่าตัดครั้งแรก

หลังจากหมดสติไปเพราะยาสลบ เมื่อฟื้นขึ้นมาในห้อง ICU ความรู้สึกที่รับรู้ได้เลยคือ นรกครับ มันคือความเจ็บ ปวด ทรมาน อยากอาเจียน อาการทุกอย่างจะเรียกว่าอยู่ในระดับสุดโต่งก็ยังน้อยไปครับ ระดับนี้ผมขอเรียกว่า “มหันต์” !!!

ความรู้สึกเหล่านี้เป็นความทรมานเกินกว่าที่คนปกติซึ่งไม่เคยผ่านความรู้สึกนี้มาจะไม่มีวันจินตนาการถึงได้เลยอย่างเด็ดขาด ผมเข้าใจว่าความทุกข์ทรมานที่จะมีหากนรกมีจริง ก็คงจะเป็นความรู้นี้นี่แหละครับ คิดดูนะครับคนที่เพิ่งผ่าหัว ถูกตัดกะโหลกออกไปซีกหนึ่งเพื่อให้เข้าถึงเนื้องอกและสมองน้อย (Cerebellum) แล้วต้องมานอนหมายทับรอยแผลที่ผ่าอยู่ พร้อมกับมีอาการอาเจียนอยู่ตลอดเวลานั้น มันเหมือนอยู่ในนรกขนาดไหน

ตอนนั้นถ้าเลือกตายได้ ผมจะเลือกตายครับ แต่ทำไงได้ แม้แต่ขยับตัวแค่นิดเดียวผมก็ไม่อยากจะขยับ มันเจ็บร้าวทรมานเหลือเกิน แต่ร่างกายเจ้ากรรมก็ดันจะต้องบังคับให้ขยับเพื่ออาเจียนอยู่ตลอดเวลา กว่าจะตะแคงหัวได้ไปอาเจียนได้ กว่าจะตะแคงหัวกลับมานอนต่อได้มันนรกขนาดไหน

ผมอาเจียนจนไม่มีอะไรจะออกก็ยังไม่หยุด จนกระทั่งตอนท้ายๆผมอาเจียนออกมาเป็นน้ำข้นๆสีน้ำตาลดำๆ จนผมยังคิดว่านี่ผมถึงกับขย้อนเอาอุจจาระในลำไส้ใหญ่มาอาเจียนเลยหรือเปล่าเนี่ยะ เพราะรสชาติตอนที่อาเจียนออกมาเป็นน้ำข้นสีน้ำตาลดำนี้มันรสชาติขมๆไม่เหมือนกับสิ่งที่อาเจียนออกมาในช่วงแรก

เจ็บหัวเจียนตายแล้วยังต้อง มาเกร็งคอเกร็งหัว และมีแรงดันแรงขึ้นหัวเพราะอาการอาเจียนนี่ประดังเข้ามาจนผมรู้สึกเหมือนตัวเองเป็นกระสอบทรายที่ทำอะไรไม่ได้เลย แต่ต้องปล่อยให้โดนเค้าทุบกระแทกตัวให้ตายแล้วก็เกิดใหม่มาเพื่อโดนทุบโดนเหยียบหัวให้ตายลงไปอีก วนอยู่อย่างนี้ชั่วกัปชั่วกัลป์

น้ำตาผมไหลตลอดเวลา ทั้งยามหลับและยามตื่น ผมเฝ้ามองนาฬิกาตลอด เฝ้านับทุกเสี้ยววินาทีที่ผ่านไปขอให้ความรู้สึกเจ็บปวดทรมานนี้หายไปสักที

ผมนอนจมน้ำตาอยู่อย่างนั้นจนเวลาผ่านไปเท่าไหร่ไม่รู้ รู้สึกตัวจำได้อีกทีก็ตอนที่ผมเริ่มดีขึ้นพอจะขยับตัว ลุกนั่งได้ คุณหมอก็อนุญาตให้ออกจาก ICU ไปอยู่ห้องพักธรรมดาได้

แต่ถึงย้ายมาอยู่ห้องพักผู้ป่วยธรรมดาแล้ว อาการเจ็บปวดทรมาน หรืออยากอาเจียนก็ไม่ได้หายไปนะครับ มันยังคงมีอยู่เหมือนเดิม แต่เบาลงไปมากเท่านั้น อาการเหล่านี้ทำให้ผมรู้สึกทรมานอยู่ตลอดเวลา แต่มันก็จะมีบางช่วง เป็นช่วงประมาณครั้งละ 5 นาทีที่ผมจะปลอดจากอาการเจ็บปวดและอยากอาเจียน เชื่อไหมครับว่าสิ่งที่ผมต้องการที่สุดและทำให้ผมรู้สึกเป็นสุขที่สุดในชีวิต ก็คือช่วง 5 นาทีนี้เองครับ

ในห้วง 5 นาทีดังกล่าว ผมรู้สึกเหมือนได้พบแสงประทีปนำพาตัวเราไปอยู่บนสวรรค์ยังไงอย่างงั้นเลย ไร้ซึ่งความทุกข์ รู้สึกเป็นสุข ไม่สิ ... รู้สึกปิติอย่างเปี่ยมล้นจนแทบสำลักความสุขตายมากกว่า เป็นช่วงที่ผมจะนั่งดื่มด่ำกับมัน และไตร่ตรองมองใจตัวเองดู ทำให้คิดอะไรได้หลายๆอย่าง ในจำนวนเหล่านั้นเรื่องที่สำคัญที่สุดก็คือ ผมได้รับรู้ว่าความสุขที่แท้จริงของคนเรา จริงๆแล้วไม่ใช่การไขว่คว้าให้ได้มาซึ่งสิ่งต่างๆที่อยากมีอยากเป็น แต่มันคือการวางทุกอย่างลงและได้มีชีวิตอยู่โดยไม่เจ็บไข้ได้ป่วยอะไรเลยนี่ต่างหาก ที่เป็นความสุขที่แท้จริงของชีวิต

เพราะงั้น ท่านที่คิดว่าตัวเองยังมีความสุขไม่พอ เพราะยังไม่ได้ครอบครองสิ่งที่ตัวเองอยากจะได้เอาไว้กับตัวนั้น ส่วนตัวผมเองอยากจะบอกว่าให้ลองตรองดูใหม่ครับ เพราะเพียงแค่เรามีร่างกายที่ไม่เจ็บไข้ได้ป่วย ปราศจากความทุกข์ทรมานนั้น ก็เรียกได้ว่ามีความสุขที่สุดในชีวิตแล้วครับ ความสุขมันอยู่ในตัวเราเองนี่แหละครับ ไม่ได้อยู่ที่สิ่งนอกกายที่เราพยายามหามาบำเรอตัวเราแล้วคิดว่ามีมันแล้วถึงจะมีความสุขได้ 

ผมนอนพักฟื้นอยู่ในโรงพยาบาลน่าจะประมาณสิบกว่าวันจนกระทั่งสามารถกลับบ้านได้ ก็ดีใจมากกลับมาอยู่บ้านรู้สึกว่าคงจะหมดเวรหมดกรรมแล้วสินะชีวิตนี้ แต่จริงๆแล้วมันยังไม่จบครับ

หลังจากที่ผมกลับมาอยู่บ้านได้ประมาณอาทิตย์กว่าๆ มั้งครับ คืนหนึ่งผมก็มีอาการหนาวสั่นอย่างแรง ชนิดห่มผ้านวม 3 ผืนก็ไม่หายหนาว พร้อมมีอาการปวดและเจ็บหัวอย่างรุนแรง จนคุณแม่ คุณป้า คุณน้าผมต้องช่วยขับรถพาผมกลับมาโรงพยาบาลทันทีในคืนที่เป็นนั้น

ผมกลับมานอนโรงพยาบาลอีกรอบครับ คุณหมอบอกว่าผมติดเชื้อในสมอง สรุปผมต้องนอนให้ยาปฏิชีวนะทางสายน้ำเกลืออยู่อีกประมาณ 1 เดือน

ในตอนนั้นคุณหมอก็จะเข้ามาเจาะน้ำไขสันหลังผมดูอยู่เป็นระยะ ส่วนมือและแขนผมก็ทั้งเจ็บและระบม เพราะต้องเจาะเปลี่ยนสายน้ำเกลือตลอด เจาะจนเส้นเลือดแข็งไปแทบทุกเส้นที่สามารถจะเจาะกันได้แล้วก็ยังไม่หาย แล้วน้ำเกือบที่ผสมยานี่ไม่ได้สบายไม่รู้สึกอะไรเหมือนน้ำเกลือทั่วๆไปนะครับ เนื่องจากยาที่ผสมในน้ำเกลือนั้นเป็นยาอย่างแรง ตลอดเวลาที่น้ำเกลือวิ่งเข้ามาในแขนนั้นมันทั้งเจ็บทั้งแสบครับ แต่ทำอะไรไม่ได้ครับ ต้องกล้ำกลืนฝืนทนไปอย่างเดียว

ช่วงที่ผมนอนโรงพยาบาลได้เกือบเดือน ผมรู้สึกทำไมมันนานและยังไม่รู้ว่าต้องนอนไปอีกถึงเมื่อไหร่ ผมก็ได้ลองสอบถามค่าใช้จ่ายดู เชื่อไหมครับมันทำให้ผมช็อคมาก เพราะค่าใช้จ่ายในตอนนั้นมันเฉียดล้านเลยทีเดียวครับ เคยถามพยาบาลดูเพิ่งจะทราบว่าแค่เฉพาะค่ายาที่ให้ในน้ำเกลือแต่ละขวดนั้นก็ตกขวดละหมื่นกว่าบาทแล้ว โอ้พระเจ้า ... 

ผมตกใจมากในใจก็นึกถึงพ่อ ผมโทรหาท่าน แต่พอเล่าเรื่องราวต่างๆให้ฟังแล้ว พ่อผมบอกให้รีบออกจากโรงพยาบาลนั้นทันที ย้ายไปที่ไหนก็ได้ที่ค่าใช้จ่ายไม่แพงเท่านี้

พ่อผมเน้นย้ำว่าให้ออกเดี๋ยวนั้นทันที ออกมาเลยด่วนๆ ผมตกใจมากครับ ตอนนั้นผมรู้สึกเหมือนว่าคนที่ผมรักที่สุดและผมก็เข้าใจว่าท่านก็รักผมเหมือนกันนั้น ไม่สนใจว่าผมจะตายหรือไม่ แต่สนเพียงแค่ว่าค่าใช้จ่ายมันจะสูงเกินไปเท่านั้น ผมสับสนอย่างรุนแรง เพราะมันตรงกันข้ามกับที่ผมคิดเอาไว้ก่อนหน้านั้นว่าท่านคงจะบอกให้ผมรักษาตัวไปให้หาย โดยไม่ต้องไปกังวลเรื่องค่าใช้จ่ายใดๆเสียอีกครับ ในครั้งนี้เป็นเหตุการณ์สำคัญในชีวิตผมครั้งหนึ่งที่ทำให้ความทรงจำที่แสนดีที่สุดของผมอันหนึ่งได้พังทลายลง และตระหนักได้อย่างถ่องแท้ว่า อย่าคาดหวังว่าตัวเราจะเป็นคนที่สำคัญสำหรับบุคคลที่เราเคารพรักเสมอไป

การไม่คาดหวังในสิ่งที่เรารักนั้นถึงจะเป็นสิ่งที่ดีครับ แต่มันก็เป็นสกิลขั้นสูงที่ทำได้ยากมาก เนื่องจากผมเชื่อว่าค่า default ของทุกคนบนโลกนี้ มันถูกตั้งมาให้เราทุกคนมีความคาดหวังในแบบต่างๆกับคนที่เรารักเป็นแบบตั้งต้น คงจะยากที่อยู่ดีๆคนคนหนึ่งจะไม่คาดหวังใดๆเลยกับสิ่งที่ตนรัก โดยปราศจากเหตุการณ์ที่ทำให้คิดอะไรบางอย่างได้มาก่อน

แต้มสกิลทั้งหมดที่อุตส่าห์สะสมมาทุกเลเวลของผม ถูกนำมาใช้อัปสกิลนี้ทั้งหมด  นี่ถ้าตอนนั้นต้องเจอด่านยากๆในชีวิตที่ต้องอัปสกิลอื่นๆเพื่อให้ผ่านไปได้ขึ้นมาอีก ผมว่าผมคงไม่รอดแน่ เพราะตอนนั้นแต้มสกิลของผมหมดเกลี้ยงแล้วครับ แต่โชคดีที่ไม่มี โล่งไป ...

ในตอนนั้นสมองผมสับสนอย่างหนัก เหตุผลแบบคิดเองเออเองที่น่าจะเป็นไปได้ทุกอย่างถูกสร้างขึ้นมาเพื่อช่วยค้ำสภาพจิตใจไม่ให้พังครืนไปเสียก่อนมากมายต่างก็ผุดขึ้นมา ไม่ว่าจะเป็น “ลูกเมียน้อยก็ต้องเจียมตัวสิวะ (ครับ ผมไม่ใช่ลูกของภรรยาหลวง)”, “พ่อมีลูกสิบกว่าคน (เอา 2 หารจำนวนลูก จะได้จำนวนแม่โดยประมาณครับ ๕๕๕) จะมาให้จ่ายค่ารักษาลูกคนเดียวเป็นแสนเป็นล้านคงไม่ไหว”, “ในยามคับขัน บางทีก็ต้องจำเป็นต้องตัดส่วนน้อยเพื่อรักษาส่วนใหญ่ (พ่อผมท่านเคยมีเงิน แต่ตอนหลังด้วยคำสั่งศาลเลยทำให้ไม่สามารถมีทรัพย์สินได้)” ฯลฯ อะไรก็ตามทางความคิดที่จะสรรหาขึ้นมาได้ โดยเฉพาะสิ่งที่ทั้งหนัก ทั้งร้อน และทั้งแรงได้ถูกสร้างขึ้นมาทุบตี หล่อ หลอม เพื่อปรับทัศนคติของผมใหม่ ให้พ้นวิกฤตที่จะหลุดเข้าสู่ภาวะบ้าไปได้ในตอนนั้น

คุณพ่อ คุณแม่ (วันนี้แม่ผมไม่ได้มาพอดี) และน้องๆ (ᴖ◡ᴖ)

หลายท่านคงสงสัยว่า อ่าว ... เป็นลูกภรรยาน้อยก็น่าจะต้องเจียมตัวอยู่แล้วไม่ใช่หรือ ในกรณีของผมตรงจุดนี้อาจจะต่างจากความคิดของคนทั่วไปหน่อยครับ คือ ผมเป็นลูกภรรยาคนรองของพ่อก็จริง แต่ว่าตอนเด็กๆ พวกผมทั้งพี่และน้องๆเกือบสิบคนต่างก็โตกันมาในบ้าน (ตึกแถว) หลังเดียวกันทั้งหมด (ตอนนี้ยังไม่ถึงสิบคนคือหลังๆพ่อผมหาเพิ่มอีกเรื่อยๆครับ ๕๕) เพราะงั้นผมจึงไม่เคยมีความรู้สึกแบ่งแยกว่าเป็นลูกของแม่คนไหนเลย ผมรักพี่น้องของผมทุกคนเหมือนครอบครัวเดียวกัน ด้วยเหตุนี้ผมเลยโตมาด้วยความรู้สึกว่าพ่อผมรักและยุติธรรมกับลูกๆทุกคนเท่ากัน แต่ก็นั่นแหละครับ ในวันนั้นวัยเด็กอันแสนงดงามก็กลายเป็นความฝันไป ณ บัดดล นี่สินะชีวิตที่แท้จริง ... 

หลังจากพยายามพยุงสติไม่ให้เสียหลักได้ในระดับหนึ่ง ผมก็ทำอะไรไม่ถูก เงิบไปเลยครับ ระบมไปหมดทั้งร่างและจิต สมองของผมตอนนั้นมันสับสนจนปิดระบบทุกอย่างไปเองเลย อยู่ดีๆผมก็ไม่คิดอะไร นอนโรงพยาบาลต่อไปแบบไม่คิดอะไรอีกเลยจนกระทั่งสามารถกลับบ้านได้

โลกหลังจากที่หายป่วยไม่ได้สวยงามอย่างที่คิด

ผมกลับบ้านมาพักตัวประมาณเดือนหนึ่ง ก็รู้สึกว่าน่าจะกลับไปทำงานได้แล้ว ก็ได้กลับไปทำงานอีกครั้ง ได้สอบถามเรื่องค่าใช้จ่าย และได้ทราบว่าทางบริษัทได้ช่วยเรื่องค่ารักษาพยาบาลให้ทั้งจากทางสวัสดิการของบริษัทและประกันต่างๆเท่าที่จะทำได้อย่างเต็มที่ ผมรู้สึกเป็นพระคุณอย่างสูงมากครับแม้กระทั่งในทุกวันนี้ก็ยังรู้สึกขอบพระคุณทางบริษัทของผมในตอนนั้นเสมอมา

ค่าใช้จ่ายในส่วนที่เกินมา ทางบริษัทยินดีให้ผ่อนคืนโดยหักจากเงินเดือนไปเรื่อยๆจนกว่าจะครบ แต่ในตอนนั้นผมก็ยังไม่ฟื้นตัวได้เต็มที่ ยังมีอาการเพลีย ตื่นนานๆไม่ไหว และหลับเป็นระยะๆตลอดเวลา

คงจะเป็นเพราะอาการต่างๆเหล่านั้น ทางบริษัทก็ได้ย้ายแผนกผมไปเรื่อยๆ หัวหน้างานผมก็เคยบอกว่านี่ผมมาทำงานพร้อมกับสมองช้ำๆคงทำอะไรได้ไม่เต็มที่แล้วหละ ฯลฯ และในที่สุดคงเห็นว่าผมน่าจะทำงานให้ได้ไม่เต็มที่แล้ว อยู่ดีๆจึงได้เชิญผมออกอย่างกะทันหันทันทีในขณะที่นั่งทำงานอยู่ในวันหนึ่งโดยไม่ได้แจ้งล่วงหน้าแต่อย่างใด

ตอนนั้นผมรู้สึกเหมือนโลกพังครับ งานนี้เป็นงานที่ผมรักมาก บริษัทก็เป็นบริษัทที่พ่อผมท่านรู้สึกภูมิใจมากที่ผมสามารถเข้าทำงานที่นี่ได้ แถมทางบริษัทยังให้ออกมาโดยไม่ได้ให้เงินชดเชยอะไรติดไม้ติดมือมาตั้งตัวได้เลย พร้อมทั้งยังแจ้งว่ายังคงต้องชำระค่ารักษาพยาบาลส่วนที่เกินนั้นให้ครบด้วย แต่เรื่องค่าใช้จ่ายตรงนี้ ในที่สุดเมื่อผมได้ทำเรื่องชี้แจงเป็นลายลักษณ์อักษรต่อทางบริษัทเรียบร้อยแล้ว ทางบริษัทก็ได้กรุณายกหนี้ให้ผม ซึ่งเป็นสิ่งที่ทำให้ผมรู้สึกตื้นตันและเป็นพระคุณอย่างสูงเสมอมา

หลังจากนั้นผมก็พักตัวอยู่ที่บ้าน พร้อมกับอาการหลับทุกๆ 3 ชั่วโมง พยายามกลับมาออกกำลังให้ได้เหมือนเดิม จนรู้สึกว่าสามารถออกนอกบ้านคนเดียวได้และน่าจะสามารถเดินทางไปไหนต่อไหนคนเดียวได้แล้ว จึงเริ่มออกหางานทำอีกครั้ง

แต่สรุปแล้วผมก็ไม่สามารถทำงานที่ไหนได้นานเลย วงจรการทำงานของผมจะเป็นประมาณว่า ทำงานได้ 3-4 เดือน แล้วก็ต้องลาออกมาพัก 3-4 เดือน แล้วก็หางานใหม่ แล้วก็ต้องออกมาพักอีกที เป็นอยู่อย่างนี้ตลอดมา ทำให้ผมต้องเปลี่ยนบริษัทมาหลายบริษัทมาก เนื่องจากผมจะง่วงและหลับทุกๆ 3 ชั่วโมง แต่ที่สำคัญกว่านั้นก็คือนอกจากจะหลับทุก 3 ชั่วโมงแล้ว เวลานอนหลักของผมจะค่อยๆเลื่อนไปเรื่อยๆอีกด้วย จากเวลานอนหลับหลักๆตอนกลางคืน ก็จะเลื่อนมาเป็นหลับตอนเช้า และก็ค่อยๆเลื่อนมาเป็นหลับตอนบ่าย ตอนเย็น และก็กลับเข้ามาหลับตอนกลางคืนอีก วนไปอย่างนี้เรื่อยๆ ในช่วงระยะเวลาประมาณ 3-4 เดือน

อาการดังกล่าวนี้ไม่ดีขึ้นเลย ทำให้ต้องทนฝืนง่วงเมื่ออยู่ในที่ทำงานตลอด ซึ่งความอดทนมันมักจะขาดลงหลังจากทำงานได้ประมาณ 3 เดือนครับ เป็นช่วงแวลาฝืนหลับที่ทรมานมาก คือรู้สึกตัวอีกทีก็ลาออกมานอนอยู่บ้านแล้ว อะไรประมาณนั้น 

แต่ก่อนตอนที่ผมปกติ ผมก็เหมือนลูกๆคนอื่นๆแหละครับ อยากให้พ่อกับแม่สบาย อยากพาไปที่ต่างๆ อยากพาไปกินของดีๆ อร่อยๆ อยากให้ท่านสบาย ฯลฯ ส่วนตัวก็มีความหวัง มีจุดมุ่งหมาย มีความทะยานอยาก อยากเรียนเก่ง อยากไปเรียนต่างประเทศ ขอพ่อไม่ได้ก็พยายามสอบชิงทุนไปจนได้ อันนี้ก็เข้าใจอยู่ว่าพ่อผมท่านยุติธรรมมาก ถ้าจะให้ใครไปก็คงต้องให้ลูกๆอีกสิบกว่าคนไปด้วย ซึ่งคงไม่ไหวแน่ๆ แต่ถ้าจะไม่ให้ใครไป ทุกคนก็จะไม่ได้ไปกันทั้งหมดให้เท่าเทียมเหมือนๆกัน ผมเข้าใจว่าอย่างนั้น แต่จริงๆไม่รู้ ฮา ... 

ก่อนไปเรียนที่ญี่ปุ่นครับ ┗( ^o^)┛

พอกลับมาก็หางานที่ตัวเองรัก พยายามสอบเข้าไปทำงานในบริษัทที่ดี อยากมีรายได้ที่มั่นคงจะได้มาปรับปรุงบ้านและเลี้ยงดูพ่อแม่ให้ท่านอยู่อย่างสุขสบาย ฯลฯ

จากคนที่เมื่อก่อนเคยมีพลังชีวิตเต็มเปี่ยม ในทุกๆวันผมจะตื่นตี 4 ครึ่ง ออกไปทำงานตั้งแต่ตี 5 กว่าๆ ทำงานอย่างเต็มที่ ไม่เคยง่วง ไม่เคยเหนื่อยจน 5-6 โมงเย็น ขับรถกลับถึงบ้าน 2 ทุ่มกว่าๆ อาบน้ำนอน เวลาแม้แต่จะอ่านหนังสือให้จบซักเล่มยังต้องใช้เวลาเป็นเดือนๆ จากแต่ก่อนสมัยเรียนอ่านวันสองวันก็จบเล่มละ ในวันหยุดแทนที่จะพัก ก็ยังรับจ๊อบพิเศษออกสอนดนตรีในวันเสาร์อาทิตย์อีกต่างหาก เรียกได้ว่าใช้เวลาและร่างกายคุ้มค่าเต็มประสิทธิภาพกันไปเลย 

แต่ในวันนี้ แม้แต่แรงจะออกนอกบ้านผมยังแทบไม่มี ทุกครั้งที่จำเป็นจะต้องออกไปข้างนอก ไม่ว่าจะต้องไปจ่ายค่าโทรศัพท์ ค่าอินเตอร์เน็ต ฯลฯ ผมนี่ต้องวางแผนเก็บแรงพักเป็นสัปดาห์ พอวันไหนมีแรงก็ค่อยฮึดออกไปทีเดียว สภาพร่างกายที่เหนื่อยง่าย ไม่มีแรง และหลับทุก 3 ชั่วโมงอย่างนี้ ทำให้ผมจำใจต้องทิ้งงานดีๆไปทั้งหมด

ช่วงนี้จริงๆก็มีเรื่องดีๆอยู่นะครับ แฟนผมเค้าถามผมว่าเราแต่งงานกันมั้ย (✿˵• ◡ •̀˵) ในใจนผมหนะเหรอครับ อยากสิอยากมากเสียจนตัวสั่นเลยหละ ๕๕๕ อยากมีครอบครัว อยากมีลูกตัวเล็กๆน่ารักๆ ถึงขนาดตั้งชื่อลูกเอาไว้รอ 3 คนเรียงกันเลยนะครับ (ขนาดน้าน) แต่ด้วยสภาพตอนนั้นที่ผมก็ไม่รู้ว่าจะเป็นจะตายร้ายดียังไง ต่อไปจะฟื้นตัวจนมีเรี่ยวแรงทำงานหนักๆเลี้ยงดูครอบครัวได้ไหวไหม วันดีคืนดีอยู่ดีๆจะเป็นอะไรตายไปหรือเปล่า ฯลฯ

สรุปครับ ผมไม่กล้าไปพาคนที่ผมรักมาร่วมทุกข์ทรมานด้วยแน่นอน ถ้าผมเองยังไม่อาจแน่ใจในชีวิตของตัวเองว่าจะดูแลคนที่ผมรักไปได้อย่างดีตลอดไปหรือไม่ ด้วยโรคอย่างที่เป็นอยู่ในทุกวันนี้ (โรคนี้มันทำลายชีวิตผมจริงๆให้ตายเถอะ เกลียดมัน ٩(◦`Д´◦)۶ ) สุดท้ายตอนนี้เธอก็จากผมไป ตอนนี้ก็ได้แต่งงานมีครอบครัว มีลูกๆที่น่ารักเป็นของตัวเองแล้วครับ เห็นลูกๆของเธอทีไรผมก็แอบยิ้มทุกที คิดในใจว่าถ้าผมเองมีลูกของตัวเองบ้างก็คงจะน่ารักเหมือนอย่างนี้แน่ อิอิ ╰( ・ ᗜ ・ )╯  

พังไปละครับความฝันอันหวานชื่นรวมทั้งคนที่อยู่ด้วยแล้วมีความสุขสบายใจที่สุดในชีวิต ด้วยเหตุนี้ ผมก็ทั้งคิด ทั้งพิจารณาตัวเองแล้วว่าชีวิตนี้คงไม่สามารถทำงานอะไรหนักๆ ตามที่สังคมทั่วไปคาดหวังได้อีกแล้ว หากร่างกายจะต้องมาสัปหงกทุกๆ 3 ชั่วโมงอย่างนี้

เมื่อร่างกายไม่อำนวยให้ใช้ชีวิตแบบสมบุกสมบันได้ ก็จงตัดความทะเยอทะยานที่จะทำงานหนักๆ เพื่อจะไต่เต้าไปคว้าดาวอย่างที่ผมตอนปกติเคยตั้งความหวังเอาไว้เหมือนอย่างคนวัยทำงานคนอื่นๆออกไปเสีย ควรจะเปลี่ยนวิถีชีวิตให้สมถะลงน่าจะเป็นรูปแบบที่เข้ากับตัวผมมากกว่า

ในช่วงนี้เองที่ทำให้ผมได้เข้าถึงพุทธศาสนามากขึ้น จากแต่ก่อนที่เป็นคนที่แทบจะไม่เข้าวัดเข้าวาเลย แต่ตอนนี้กลับเข้าใจอย่างลึกซึ้งถึงไตรลักษณ์ คือ อนิจจัง ทุกขัง และอนัตตา สิ่งที่สำคัญที่สุดก็คือ ผมรู้จักการปล่อยวางอย่างจริงๆจังๆ เป็นครั้งแรก

เมื่อก่อนผมเป็นคนไฟแรงทั่วไปที่วางอะไรไม่เป็นเลยครับ ไม่ว่าอะไรหรือเรื่องไหน ผมจะต้องหามาและรักษามันเอาไว้ให้อยู่กับตัวให้ได้จนถึงที่สุด เก็บทุกสิ่งทุกอย่างเอาไว้ไม่ปล่อยไปง่ายๆ แต่ในตอนนี้ที่ผมปลงเป็น ผมกลับรู้สึกสบายตัวขึ้นมาอย่างที่สุดครับ ได้เข้าใจแล้วว่าความสุขที่แท้คือการปล่อยไป คือการไม่มีต่างหาก ไม่ใช่การหามาหรือยึดเอาไว้แม้แต่น้อย

สำหรับคนทั่วไปที่ยังปล่อยวางไม่เป็นก็สามารถเข้าถึงความรู้สึกอย่างนี้ได้ ผมมีวิธีหนึ่งมาแนะนำครับ ว่าจะสัมผัสความรู้สึกเป็นสุขเมื่อได้ปล่อยวางมันได้ยังไง

ความรู้สึกนี้หาได้ไม่ยาก ให้เราลองหนีออกจากเมืองมา แล้วไปนั่งพักสงบๆอยู่บนภูเขาสูงๆ ที่ไร้ผู้คนขวักไขว่ดูครับ เมื่อเรานั่งสงบๆทอดสายตามองออกไปยังทิวทัศน์สุดลูกหูลูกตานั้น จะมีชั่วขณะนึงที่เราจะรู้สึกว่า ไม่ขอกลับลงไปได้ไหม อยากจะขอนั่งอยู่ตรงนี้ ขออยู่ตัวเปล่าไร้ซึ่งสมบัติครองครองแบบนี้ ปราศจากหน้าที่ ภาระ และทรัพย์สินที่ต้องคอยรักษาเอาไว้ทั้งปวง อยากอยู่อย่างนี้ตลอดไป ... ความรู้สึกนี้แหละครับเป็นความรู้สึกที่คนที่ปล่อยวางได้รู้สึกกัน แต่สำหรับคนทั่วไป ความรู้สึกนี้จะเป็นสิ่งชั่วคราว และมันก็จะหายไปเมื่อคุณกลับเข้าสู่วงจรชีวิตปกติ

 ผมจึงตั้งใจว่าจะออกบวช ไม่ใช่บวชชั่วคราวด้วยนะครับ แต่เป็นบวชตลอดชีวิตเลย

จากบ้านเพื่อแสวงหาความสงบ

ไหนๆ ก็จะบวชตลอดชีวิตทั้งทีผมก็อยากจะบวชให้เต็มที่ไม่อยากแตะเงินแตะข้าวของอำนวยความสะดวกอะไรแบบกึ่งพระกึ่งฆราวาสอีก ก็เลยเลือกที่จะไปบวชที่ต่างจังหวัดไกลๆบ้านไปเลย ผมเลยเลือกไปบวชที่เชียงใหม่ครับ เพราะรู้สึกว่าสงบและห่างไกลความวุ่นวายดี

แต่สุดท้ายก็ไม่ได้บวชครับ เพราะพอพระท่านทราบว่าจะมาบวชตลอดชีวิต ท่านก็บอกว่า งั้นลองอยู่นุ่งขาวห่มขาวดูซักระยะหนึ่งก่อน ถ้าดูแล้วว่าไหวก็จะบวชให้

ตอนนั้นแม่ผมทุ่มทุนซื้อเสื้อขาวกางเกงขาวให้เดี๋ยวนั้นเลยครับ ทุ่มทุนสร้างมากจนผมอึ้ง เพราะตั้งแต่เด็กๆมา ผมไม่เคยขอตังแม่ไปซื้อของอะไรได้เลยครับ จะซื้ออะไรจะขอตังอะไร แม่ไม่เคยให้เลย จะไล่ให้ไปขอพ่อตลอด แต่วันนี้ท่านพาไปซื้อชุดขาว 4-5 ชุดได้แบบไม่คิดเสียดายเงินทำเอาผมตกตะลึงแทบไม่เชื่อสายตาตัวเอง (-‸ლ)

ผมอยู่นุ่งขาวห่มขาวในวัดอยู่ประมาณเดือนหนึ่ง พระท่านก็เรียกไปสอบอารมณ์ทุกวัน แต่สุดท้ายท่านก็ไม่เคยเอ่ยถึงเรื่องบวชเลยสักที จนผมรู้สึกว่าตัวเราเองอาจจะไม่เหมาะที่จะมาบวชละกระมัง ผมก็เลยลาพระท่านมา

ตอนนั้นผมอยู่เชียงใหม่ ก็เลยคิดว่าไหนๆก็อยู่ที่ที่อยากมาอยู่ตั้งแต่เด็กๆแล้วทั้งที ก็อย่าเพิ่งรีบกลับกรุงเทพฯเลย หาที่อยู่ในเชียงใหม่ซักเดือนสองเดือนค่อยกลับก็แล้วกัน

คิดได้อย่างนั้นผมก็เข้าร้านเน็ต ค้นหาหอพัก แล้วก็จ้างรถกระบะนั่งเข้าตัวเมืองเชียงใหม่ทันที ผมพักอยู่หอพักราคาย่อมเยา อยู่ไปเดินเที่ยวไปอยู่ประมาณ 2-3 สัปดาห์ก็เริ่มรู้สึกว่า ตัวเบาขึ้น สบายตัวขึ้น ไม่รู้สึกหนักตัวเหมือนเวลาอยู่ในกรุงเทพฯ ไปๆมาๆเริ่มมาดูตัวเอง อ่าว ... เฮ้ย ... นี่เราไม่หลับทุกๆ 3 ชั่วโมงแล้วนี่ เป็นไปได้ยังไงหว่า แค่ย้ายมาอยู่เชียงใหม่ อาการหลับทุก 3 ชั่วโมงก็หายไปเองเลย

ผมเลยคิดว่าถ้าอยู่เชียงใหม่แล้วสุขภาพมันดีขึ้น สามารถอยู่ได้อย่างคนปกติแล้ว ก็อยู่เชียงใหม่ถาวรไปเลยสิ เมื่อคิดได้อย่างนั้น ผมก็เริ่มหางานทำที่เชียงใหม่เลยครับ

หาไปหามา ในที่สุดก็ได้ทำงานในบริษัทผลิตภัณฑ์เกษตรแช่แข็งครับ เป็นอีกหนึ่งบริษัทที่ผมทำงานแล้วรู้สึกมีความสุขมาก เจ้าของบริษัทท่านเป็นคนที่โอบอ้อมอารีมาก เพื่อนๆพี่ๆร่วมงานก็เป็นคนสบายๆ ทำงานด้วยแล้วรู้สึกสบายใจมากครับ และผมก็ตั้งใจจะทำงานที่นี่ไปจนตลอดชีวิตเลย

ผมสามารถทำงานได้แบบไม่หลับเลยครับ นี่นับเป็นเรื่องมหัศจรรย์มากสำหรับผม ผมสามารถทำงานได้ 8 ชั่วโมงต่อเนื่อง โดยไม่ต้องฝืนหลับเลย สามารถตื่นเช้าแบบสดชื่น ขับมอเตอร์ไซค์ไปทำงานและขับมาถึงบ้านโดยไม่รู้สึกหมดเรี่ยวหมดแรงเหมือนเวลาผมอยู่ที่กรุงเทพฯ ผมทำงานอยู่ที่นี่ตั้งแต่ต้นปีจนถึงปลายปีได้โดยไม่รู้สึกเหนื่อยเลยแม้แต่น้อย ผิดกับตอนอยู่กรุงเทพฯที่ไม่เกิน 3-4 เดือน ผมก็ไปทำงานไม่ไหวแล้ว

อีกอย่างที่ผมรู้สึกก็คือ ผมรู้สึกเบาสบายหัว สบายตัวมากเวลาอยู่เชียงใหม่ โดยเฉพาะเวลาได้ขึ้นดอยสูงๆ ความรู้สึกผ่อนคลายเบาสบายนี้ก็จะยิ่งชัดเจนมากยิ่งขึ้น ผมคิดเอาเองเล่นๆว่ามันอาจจะเป็นที่แรงกดดันอากาศหรือเปล่า ทำให้เวลาผมอยู่บนพื้นที่ที่สูงจากระดับน้ำทะเลมากๆ แรงกดอากาศมันก็น้อยลง ทำให้ตัวผมรู้สึกผ่อนคลายเบาสบายตัวยิ่งขึ้น

ความรู้สึกนี้มันค่อนข้างชัดเจนทุกครั้งที่ผมได้พาแขกชาวญี่ปุ่นของบริษัทไปเยี่ยมไร่ปลูกถั่วแระญี่ปุ่น เนื่องจากไร่ส่วนใหญ่ที่ผมต้องพาลูกค้าไปชมนั้นมักจะอยู่นอกเชียงใหม่ ส่วนใหญ่ก็จะเป็นเชียงราย แล้วก็จะอยู่บนภูเขาหรือพื้นที่ที่สูงกว่าระดับน้ำทะเลมากกว่าในตัวเมืองเชียงใหม่ ทำให้ผมชอบมากๆเวลาได้พาลูกค้าไปเยี่ยมไร่ถั่วแระของบริษัท จนผมยังคิดอยู่เลยตอนนั้นว่า อยากจะขอผู้จัดการเปลี่ยนมาอยู่ทำไร่บนดอยแทนทงานำออฟฟิศดีกว่าเลยครับ ๕๕๕

ด้วยเหตุดังกล่าวนี้ ผมจึงได้ตัดสินใจที่จะย้ายมาอยู่เชียงใหม่แบบถาวร จึงได้โทรบอกแม่บอกน้องให้ขายรถยนต์ผมที่กรุงเทพฯ รวมถึงขายบ้านด้วยถ้าแม่ OK เพื่อที่จะได้ย้ายมาปลูกบ้านอยู่เชียงใหม่กันเลย

แต่เชื่อไหมครับหลังจากผมตัดสินใจทำอย่างนั้นได้ไม่ถึงอาทิตย์ และรู้สึกว่าชีวิตเริ่มจะกลับมาเป็นปกติได้แล้วไม่นาน ผมก็เป็นเนื้องอกในสมองครั้งที่ 2 ทันทีโดยไม่เคยมีอาการเตือนอะไรมาก่อนหน้านี้เลย มันคืออะไรครับนี่ บุญมีแต่กรรมบังอีกแล้วเหรอ โอ๊ย ! ไม่ไหวแล้วเน้อ หนักเกินไปแล้วเกินจะแบก

บินกลับกรุงเทพฯ แล้วนั่งรถพยาบาลกลับเชียงใหม่ หวาว ...

อยู่ดีๆตอนเที่ยงคืนวันหนึ่งในเดือนธันวาคม ปี 2552 ในขณะที่ผมนอนหลับหลังจากกลับมาจากการดูหนังเรื่อง Avatar ที่เพิ่งเข้าฉายที่เซ็นทรัลแอร์พอร์ต ก็เกิดอาการอาเจียนอย่างรุนแรง ผมตื่นมาอาเจียนแล้วก็เข้านอนต่อ แต่แล้วมันก็มีครั้งที่ 2 ครั้งที่ 3 และต่อๆมา จนผมหมดแรงและรู้สึกว่ามันน่าจะต้อง “ใช่” แน่ๆ

ผมรีบเปิดเน็ตเข้าไปหาเที่ยวบินบินกลับกรุงเทพฯทันทีครับ เมื่อหาได้แล้วก็ไปเคาะประตูเพื่อนห้องข้างๆ ขอร้องให้ช่วยไปส่งสนามบินให้หน่อย เพราะตอนนั้นทั้งหนาวทั้งไม่มีแรง เพื่อนก็ใจดีมากครับอุตส่าห์ตื่นแต่ตี 4 ขับมอเตอร์ไซค์ไปส่งผมให้ถึงที่สนามบิน

ผมมาถึงสนามบินปุ๊บก็รีบไปติดต่อซื้อตั๋วกับสายการบินที่เป็นที่เชิดหน้าชูตาของคนไทยตามที่ได้โทรไปจองเอาไว้แล้วก่อนหน้านี้ก่อนออกจากหอ แต่ด้วยความที่ผมไม่มีเรี่ยวแรงพร้อมทั้งมีอาการผะอืดผะอมตลอดเวลา พอซื้อตั๋วเสร็จแล้วทางพนักงานก็ใจดีมากครับ เอาเก้าอี้หรือถ้าผมจำไม่ผิดน่าจะเป็นเก้าอี้ล้อเลื่อนด้วยหรือเปล่าไม่แน่ใจ เอามาให้ผมนั่งครับ

 

เซลฟี่สมัยเมื่อสิบกว่าปีก่อน ตอนนั้นมือถือยังถ่ายรูปไม่ได้ นี่ใช้กล้องหันเข้าหาตัวเองเลย ไม้เซลฟี่ก็ยังไม่มีนี่ติดเลนส์ซูมออกเอาครับ  หึหึหึ  ( ¬‿¬)

นั่งไปนั่งมา พนักงานก็เป็นห่วงสอบถามอาการโน่นนี่ ไอ่เราก็ตอบไป ใจก็คิดไปว่าพนักงานดูแลเป็นห่วงเป็นใยดีเนาะ คงจะถามไว้เผื่อจะได้รับมือถูกหากเกิดเหตุสุดวิสัย แต่ท้ายสุดครับ วิธีรับมือกับเหตุสุดวิสัยของเขาทำให้ผมช็อคมาก ... พนักงานบอกยกเลิกตั๋วผมครับ เป็นวิธีแก้ปัญหาที่เยี่ยมยอดเลยครับ คือแก้ที่ต้นเหตุจริงๆ เอาตัวที่อาจจะทำให้เกิดเรื่องสุดวิสัยออกไปซะจะได้ไม่เกิดเรื่อง ช่างคิดและตัดสินใจได้เยี่ยมยอดอะไรเช่นนี้ ในความรู้สึกของผมมันเต็มไปด้วยความฉงนในน้ำใจของคนกลุ่มคนที่ผมคาดหวังว่าน่าจะมีน้ำใจที่สุด ผมก็อธิบายจนไม่รู้จะอธิบายยังไงแล้วว่าผมไม่สบาย ต้องการบินกลับกรุงเทพฯด่วนมากเพื่อเข้าห้องตรวจ แต่คุณเธอก็ไม่ยอมครับ พยายามเต็มที่ที่จะยัดเยียดคืนเงินแล้วก็ยกเลิกตั๋วที่ซื้อไปแล้วของผมจนได้ในท้ายที่สุด

เอาละสิครับ คนจะตายอยู่แล้ว มาตัวคนเดียวเดินก็ไม่ค่อยจะไหว อยากจะรีบไปให้ถึงโรงพยาบาลที่กรุงเทพฯใจจะขาด อุตส่าห์โทรมาจอง ซื้อตั๋วนั่งรอเกือบชั่วโมง สุดท้ายดันมาถูกยกเลิกตั๋วด้วยเหตุผลที่เปี่ยมไปด้วยความหวังดีว่า ไม่อยากให้ขึ้นเครื่องตอนไม่สบาย กลัวเป็นอะไรขึ้นมาระหว่างอยู่บนเครื่องบิน ... อะครับ แต่จะเพราะอะไรก็ตาม ผมเสียความรู้สึกกับสายการบินนี้มากครับ 

ผมก็ทำอะไรไม่ได้ครับ นอกจากต้องถ่อสังขาร ลากร่างที่โคตรจะทรมานเที่ยวเดินสอบถามตามเคาน์เตอร์สายการบินต่างๆ ที่มีอยู่ที่สนามบินนั้น ว่ามีเที่ยวบินไปกรุงเทพฯที่เร็วที่สุดในเช้ามืดนี้บ้างไหม จนสุดท้ายก็ได้ขี่นกกลับกรุงเทพฯครับ ต้องขอขอบพระคุณสายการบินนี้มากๆ ที่ยังให้โอกาสคนใกล้ตายได้บินกลับโรงพยาบาลได้ แต่ก็ต้องนั่งทรมานกับอาการปวดหัวอาเจียน (ในระดับที่ไม่ธรรมดา) เพิ่มขึ้นอีกเกือบ 2 ชั่วโมง

ปกติแล้ว เวลาผมไปกลับกรุงเทพฯ – เชียงใหม่ ผมไม่เคยนั่งเครื่องบินเลยนะครับ ผมนั่งรถทัวร์อย่างเดียวครับ แต่ครั้งนี้ผมรู้สึกตัวว่าไม่ไหวแล้ว ต้องเข้าโรงพยาบาลให้ได้ภายในชั่วโมงนั้นเลย

บางท่านอาจจะสงสัยว่า ทำไมผมไม่เข้าโรงพยาบาลที่เชียงใหม่ไปง่ายกว่ากันเยอะ ที่เป็นอย่างนี้ก็เนื่องจากว่า ก่อนหน้าที่ผมจะมาบวชที่เชียงใหม่ประมาณปีหนึ่ง ผมเคยมีอาการปวดหัวและอาเจียนอย่างหนัก คล้ายจะเป็นเนื้องงอกอีกครั้ง ผมเลยให้แม่พาไปโรงพยาบาลรัฐบาลแถวๆบ้าน โดยไม่ได้ไปโรงพยาบาลเอกชนที่เดิมที่เคยเข้าผ่าตัดเมื่อครั้งก่อน เพราะว่าตอนนั้นผมไม่มีเงินเลยครับ ไม่สามารถเข้าโรงพยาบาลเอกชนแพงๆได้แน่นอน

แต่สิ่งที่เกิดขึ้นที่นี่ทำให้ผมงงมากครับ หลังจากที่ได้เข้าพบหมอและอธิบายอาการว่าอาจจะเป็นเนื้องอกในสมองเพราะเคยเป็นมาแล้วครั้งหนึ่ง หมอก็บอกผมว่าไม่เป็นอะไรหรอกคุณตีโพยตีพายคิดมากไปเอง พร้อมทั้งให้นอนเตียงพยาบาลรออยู่ริมห้องโถงทางเดินที่คนเดินผ่านไปมาอยู่ 3-4 ชั่วโมงโดยไม่มีใครมาสอบถามอะไรผมเลย แต่ด้วยความไม่แน่ใจว่าหมอให้นอนรอตรวจต่อหรืออะไรยังไงกันแน่ ผมก็ให้แม่ไปถามพยาบาลบริเวณนั้น แต่ก็ไม่มีใครรู้เลยว่าผมนอนเพื่อรออะไร สุดท้ายผมก็ลุกออกจากเตียงแล้วกลับบ้านไปเองครับ เพราะหลังเที่ยวไล่สอบถามเจ้าหน้าที่บริเวณนั้นหลายๆท่านแล้ว ไม่มีหมอหรือพยาบาลท่านใดรู้เลยว่าผมจะต้องทำอะไรต่อ งงดีไหมครับ

หลังจากลับมาบ้าน ผมก็หายาแก้ปวดมากินเอง แล้วอาการปวดหัวก็ค่อยๆทุเลาลง จนในที่สุดก็หายไปเองโดยไม่รู้สาเหตุที่แน่ชัด

จากเหตุการณ์ในครั้งนี้ ผมจึงบอกกับตัวเองว่า ถ้าวันไหนเกิดมีอาการอย่างนี้อีก ให้ไปโรงพยาบาลเดิมดีที่สุด จะได้ไม่ต้องเกิดเหตุการณ์ให้นอนอยู่บนเตียงเก้อหลายๆชั่วโมงโดยไม่มีอะไรเกิดขึ้นเลยอย่างนี้อีก นี่ก็คือเหตุผลที่ผมไม่เลือกไปโรงพยาบาลในเชียงใหม่ในช่วงเวลานั้นครับ

บางท่านอาจจะสงสัยใช่ไหมครับว่า ไหนบอกว่าไม่มีเงิน แล้วทำไมครั้งนี้ถึงกลับมาเข้าโรงพยาบาลเอกชนหละ

ใช่ครับ ผมไม่เคยมีเงินเก็บอีกเลยตั้งแต่ที่ถูกให้ออกจากบริษัทในช่วงที่ผ่าตัดครั้งแรก แต่ที่ผมกลับมาตรวจที่โรงพยาบาลเอกชนนี้อีกครั้ง ก็เพียงต้องการจะทราบว่าตรวจแล้วเป็นเนื้องอกในสมองอีกแน่นอนหรือไม่ โดยไม่ถูกปฏิเสธการตรวจเหมือนครั้งที่เคยจะไปทำการสแกนคลื่นสมองที่โรงพยาบาลรัฐเหมือนครั้งก่อนอีก

โดยสิ่งที่ผมต้องการหากได้รับการตรวจที่แน่นอนแล้ว และระบุชัดเจนแน่นอนว่าเป็นเนื้องอกในสมองอีก ผมจะขอจากโลกนี้ไปโดยไม่เข้ารับการผ่าตัดรักษาใดๆครับ

และผลที่ได้หลังจากทำการตรวจเรียบร้อยแล้วก็คือ ผมเป็นเนื้องอกในสมองอีกครับ !!!

หลังจากทราบผลการตรวจแล้ว ผมก็แจ้งกับแพทย์เลยว่าผมไม่ต้องการเข้ารับการรักษาแล้ว ต้องการปล่อยให้ตายไปเลย แต่สิ่งเดียวที่อยากจะขอก็คือขอเพียงแค่ให้ตายไปอย่างไม่เจ็บปวดทรมานเท่านั้น

พูดง่ายๆ ก็คือผมอยากให้ทางคุณหมอเขาช่วยทำการุณยฆาตให้นั่นแหละครับ เพราะผมไม่มีเงินรักษาแล้ว แล้วถึงผมผ่าตัดแล้วสามารถฟื้นขึ้นมาได้แบบครั้งก่อน ผมก็ต้องมาง๊อกๆแง็กๆ ทำงานเต็มเวลาไม่ได้เหมือนอย่างเดิม ต้องเป็นภาระให้กับทางบ้าน แทนที่จะได้ช่วยแบ่งเบาภาระครอบครัวได้เหมือนกับคนทั่วไปในวัยนี้ที่เค้าควรจะทำกัน

อย่างน้อยสำหรับคนป่วยด้วยโรคร้ายแรงอย่างนี้ สิ่งที่ทำได้ก็คงมีเท่านี้ ช่วยเหลือครอบครัวไม่ได้ แต่อย่างน้อยๆก็อย่าไปเป็นภาระให้ที่บ้านต้องมาดูแลอะไรผมอีกเลย ผมไม่อยากให้แม่ผมมาลำบากเพราะผมอีก

แต่หลังจากที่ผมเจรจากับคุณหมออยู่เป็นนานสองนาน สรุปยังไงทางหมอก็ทำให้ไม่ได้ครับ คุณหมอบอกมีให้เลือกสองทาง คือ หนึ่งกลับไปปวดหัวตายเองที่บ้าน หรือสอง เข้ารับการผ่าตัด โดยเรื่องเงินนั้นไม่ต้องเป็นห่วงเพราะผมมีประกันสังคม

ผมก็มานั่งนั่งนึกครับ ว่าประกันสังคมจะสามารถครอบคลุมค่าใช้จ่ายได้ถึงเท่าไหร่กัน เพราะจากที่ฝ่าตัดครั้งก่อนนั้น รวมเบ็ดเสร็จก็ตั้ง 1 ล้านกว่าบาท (รวมผ่าตัด และรอบสองที่ติดเชื้อในสมอง) แต่ทางคุณหมอก็บอกเชื่อดีกว่า เพราะหมอรู้จักประกันสังคมดีกว่าเราอยู่แล้วเนื่องจากคลุกคลีกับมันอยู่ทุกวัน

สุดท้ายผมก็ต้องยอมครับ คุณหมอก็เลยให้ผมนอนโรงพยาบาลหนึ่งคืน แล้วก็ฉีดยาให้หนึ่งเข็ม โดยบอกว่ายานี้จะมีฤทธิ์อยู่ได้ประมาณ 3 วัน และฉีดได้แค่ครั้งเดียว ดังนั้นให้รีบตัดสินใจว่าจะผ่าหรือไม่ผ่าให้ได้ก่อนฤทธิ์ยาหมด แล้วเดี๋ยวจะให้รถพยาบาลรับกลับขึ้นไปที่โรงพยาบาลประกันสังคมในเชียงใหม่ให้ “โวะ !!! เป็นไปได้ด้วยเหรอเนี่ยะ” ... ผมคิด

ผ่าตัดครั้งที่ 2

ในวันรุ่งขึ้นรถพยาบาลของโรงพยาบาลจากเชียงใหม่ก็วิ่งลงมารับผมที่กรุงเทพฯ นำกลับขึ้นไปเพื่อผ่าตัดที่โรงพยาบาลในเชียงใหม่ซึ่งเป็นโรงพยาบาลในประกันสังคมของผมตอนนั้น (ตอนนั้นผมทำงานอยู่เชียงใหม่ครับ)

ผมเองก็เพิ่งรู้ว่ารถพยาบาลสามารถวิ่งระยะทางไกลๆข้ามจังหวัดแบบนี้ได้ด้วย โดยพี่คนขับได้กรุณาขับรถพยาบาลจากเชียงใหม่ มารับผมถึงที่กรุงเทพฯ แล้วก็พาขับกลับไปจนถึงเชียงใหม่เลยครับ ผมก็ได้แต่อึ้งครับว่ามันมีอย่างนี้ด้วยเหรอเนี่ยะ แต่ตอนนั้นผมค่อนข้างจะเบลอๆ คงจะเป็นเพราะฤทธิ์ยาที่ผมเพิ่งฉีดมา ก็เลยได้แต่นอนซึมอยู่ในรถมาตลอดทาง พี่พยาบาลที่คอยดูแลก็พยายามจะให้ผมทานอาหาร แต่ผมก็ไม่ได้ทานอะไรเลยครับ เพราะช่วงนั้นไม่รู้สึกหิวอะไรเลยจริงๆ

รอยผ่าครับ

ช่วงระยะเวลาจากที่ผมอยู่โรงพยาบาลที่กรุงเทพฯ จนถึงวันเข้าผ่าตัดที่โรงพยาบาลที่เชียงใหม่ประมาณ 3-4 วันนั้นผมไม่รู้สึกอยากกินอาหารอะไร และก็ไม่ได้กินอะไรเลย แถมตอนมาถึงโรงพยาบาลที่เชียงใหม่แล้ว ผมก็ยังไม่ลดละความพยายาม ยังถกกับหมอเรื่องขอการุณยฆาตอยู่เลยครับ

จนสุดท้ายหมองัดไม้ตายครับ ใช้มุกพูดเปรยๆ กับพยาบาลว่าคนไข้คนนั้นดูท่าทางอาจจะจิตใจไม่ปกติ เพราะบ่นว่าอยากตายบ่อยๆ ผมเลยรีบเงียบทันทีครับ เพราะไม่อยากโดนมัดมือมัดเท้าให้ยิ่งหนักไปกว่าเดิม เนื่องจากหนังที่ดูมาหลายๆ เรื่องมักจะทำแบบนั้นเมื่อคุณหมอกล่าวเช่นนี้ เหอ ๆ ๆ

สุดท้ายก็เข้าผ่าตัดและก็ดันรอดมาได้ ช่วงนอนโรงพยาบาลก็มีแม่ซึ่งอุตส่าห์ขึ้นมาจากกรุงเทพฯเพื่อมาคอยดูแลผมตลอด และก็มีเพื่อนๆพี่ๆที่ทำงาน รวมถึงเจ้านายมาเยี่ยมช่วยให้รู้สึกดีขึ้นมากๆเลยครับ

พอผมเริ่มลุกเดินได้ คุณหมอก็อนุญาตให้ผมกลับบ้าน ผมกลับมาพักตัวอยู่ที่หอโดยมีคุณแม่คอยดูแล แต่ตอนนั้นอาการเจ็บหัวก็ยังเป็นเยอะอยู่ อย่างผมจะเดินออกมากินข้าวมันไก่ที่ปากซอยยังต้องใช้เวลาเดินตั้งเกือบ 30 นาที จากปกติที่เดิน 3 นาทีก็ถึงแล้ว

เอ๊ะ.. แล้วผมกินข้าวมันไก่ได้ยังไงนี่ เพราะผมแพ้ไก่ครับ เวลากินไก่แล้วผมจะมีอาการคันยิบเลยในช่องคอและหลอดลม แต่ตอนนั้นคงไม่ไหวละมั้งครับ ร้านไหนใกล้ตัวที่สุดก็กินๆไปก่อน แล้วจานนี้ก็เป็นไก่จานแรกในรอบหลายปี กินจานเดียวอาการคงไม่ออกมากมั้ง ๕๕๕

ช่วงนั้นจำได้ว่าอากาศหนาวมาก พื้นห้องก็เย็นจนวางเท้าไม่ได้เลยถ้าไม่มีอะไรรองกั้นไว้ระหว่างพื้นกับเท้าผม เนื่องจากพื้นห้องที่หอเป็นพื้นกระเบื้องครับ มันเลยเย็นโครตๆ ยังจำได้เลยว่านอนห่มผ้าตัวสั่น น้ำตาไหลไปกินข้าวไป นั่งกินแล้วนอนเคี้ยวสลับกันไป เพราะตอนนั้นไม่รู้เป็นไรครับ หลังเกร็งจนนั่งปกติไม่ได้เลยตัวจะคอยคุ้มลงอยู่ตลอดเวลา นั่งได้แป๊บเดียวก็ต้องลงไปนอนต่อตลอด ยังจำได้ชัดเจนว่าในคืนวันปีใหม่ผมกำลังนอนขดตัวดูสารคดีชีวิตแมลงชีปะขาวนับพันตัวบินขึ้นมาจากแม่น้ำอยู่เลย

แต่แล้วเหตุการณ์เดิมก็ซ้ำรอยครับ นั้นไม่กี่วัน ผมก็มีอาการหนาวสั่น ปวดหัว และพอเข้าตรวจอีกทีก็พบว่าเกิดการติดเชื้อในสมองเหมือนกับหลังผ่าตัดครั้งแรกเลยครับ ก็ต้องนอนให้ยาอีกประมาณเดือนหนึ่งต่อ โอ๊ย กรรม ...

หลังจากออกจากโรงพยาบาลรอบสองผมก็มาพักฟื้นอยู่ช่วงหนึ่ง แล้วก็กลับไปทำงาน แต่ก็เหมือนรู้ชะตาชีวิตตัวเองดีว่ามันจะเกิดอะไรขึ้นต่อไปแล้วครับ ผมทำงานได้ประมาณอาทิตย์เดียว ก็ขอลาออกมาเองครับ เพราะว่าเกิดอาการหลับระหว่างทำงานเหมือนเดิมครับ

กลับสู่กรุงเทพฯ

พอลาออกผมก็กลับมาอยู่กรุงเทพฯ ตอนนั้นเป็นปี 2553 ก็พักฟื้นอยู่บ้านประมาณปีหนึ่ง ประจวบเหมาะพอดีที่ในช่วงนั้น ทางมหาวิทยาลัยที่ผมเคยเรียนกำลังต้องการคนที่สามารถเล่นกู่เจิงได้ ไปช่วยฝึกดนตรีชนิดนี้ให้กับรุ่นน้องอยู่ระยะหนึ่ง เพื่อช่วยเตรียมรุ่นน้องให้พร้อมรับงานที่มีเกียรติซึ่งทางมหาวิทยาลัยกำลังจะมีขึ้นในช่วงนั้นพอดี ซึ่งสิ่งนี้ก็เป็นอีกเรื่องที่ทำให้ผมรู้สึกดี รู้สึกมีประโยชน์ และก็ใช้ชีวิตในช่วงนั้นผ่านมาได้อย่างมีความสุขเป็นอย่างดีเลยหละครับ 

แล้วในปีต่อมา วันหนึ่งพ่อผมก็โทรมาถามว่าทำไมยังไม่กลับไปทำงานอีก ผมก็บอกว่าตอนนี้ทำงานเต็มเวลาแบบปกติ 9 ชั่วโมงติดต่อกันไม่ได้แล้ว มันจะหลับเป็นระยะ

พอพ่อผมท่านทราบอย่างนั้น ก็บอกให้ผมไปทำงานที่โรงแรมแห่งหนึ่งซึ่งพ่อบอกว่าคุยกับทางนั้นให้แล้วว่ามีปัญหาอย่างนี้ๆ ให้ไปทำได้ ถ้าจะหลับก็สามารถหลับได้เลยไม่ต้องกังวลอะไร ผมจึงได้เริ่มกลับไปทำงานอีกครั้งครับ

การทำงานที่นี้ค่อนข้างโอเคครับ เพราะในเวลาที่ผมง่วง ผมก็สามารถขอตัวไปนอนได้ และเพราะว่าเป็นโรงแรมซึ่งทำงานกันตลอด 24 ชั่วโมง ทำให้ผมสามารถเปลี่ยนเวลาทำงานได้ด้วยว่าจะทำเช้า บ่าย หรือกลางคืน เนื่องจากผมหลับทุกๆ 3-4 ชั่วโมง เพราะฉะนั้นเวลานอนช่วงหลักของผมจะเปลี่ยนไปเรื่อยๆด้วยบางช่วงจะหลับตอนเช้า บางช่วงจะหลับช่วงกลางคืน

ช่วงที่ทำงานอยู่ที่นี่ ในปีแรกที่ผมทำงานอยู่นั้น มีอยู่วันหนึ่งผมเปิดหนังสือพิมพ์แล้วเห็นว่ามีข่าวว่าประเทศไทยออกกฎหมายให้ผู้ป่วยสามารถเลือกที่จะตายไปอย่างสงบได้แล้ว หากมีการเขียนเอกสารต่างให้ถูกต้องเรียบร้อย ผมรู้สึกดีใจมากครับ และตั้งใจว่าถ้ามันจะต้องเป็นอีก ผมก็จะได้หลับสบายๆยาวๆสักที

แต่มีได้ก็มีเสียครับ ถึงที่นี่ผมจะสามารถทำงานได้โดยไม่ต้องกังวลเรื่องการนอน แต่ก็ต้องมาเจอเรื่องไม่ลำบากใจเรื่องอื่นๆแทน แต่ก็พยายามปรับตัว ปรับไปปรับมาตอนนี้ผมเลยกลายมาเป็นทำงานกะดึกตลอดละครับ จากแต่ก่อนที่ผมจะเปลี่ยนกะไปเรื่อยๆตามเวลานอน แต่ตอนนี้ต้องขอเลือกเป็นกะดึกเท่านั้น ก็จะทรมานมากหน่อยในช่วงที่เวลานอนหลักของผมหมุนมาเป็นหลับตอนกลางคืนพอดีครับ เพราะจะทรมานมากที่จะต้องตาแข็ง ฝืนตื่นออกไปทำงาน ทั้งที่เจ็บหัวและเจ็บตามตัวอยู่อย่างนั้น เพราะมันจะรู้สึกสามารถล้มพับลงไปหลับได้ตลอดเวลา และเนื่องจากถ้าผมต้องตื่นขึ้นมาในเวลาที่ต้องนอนอย่างเต็มที่แล้ว ผมจะเจ็บศีรษะครับ

ด้วยเวลาทำงานที่ยืดหยุ่น และสามารถพักหลับได้ ผมก็ทำที่นี่มาได้ประมาณ 4 ปี ซึ่งเป็นงานที่ผมสามารถทำได้นานที่สุด เนื่องจากสามารถหลับได้นั่นเอง

แต่พอมากลางปี 2558 ก็เกิดอาการขึ้นอีกครั้งครับ อาการตอนนี้ก็คือปวดหัวมากและอาเจียนไม่หยุด

ผมรีบโทรหาแม่ให้ท่านมารับไปโรงพยาบาล ระหว่างนั้นก็อาเจียนไปตลอดทางที่นั่งรถและนอนรอตรวจ โดยโรงพยาบาลที่ไปครั้งนี้ก็เป็นโรงพยาบาลในประกันสังคมครับ

ผลการตรวจก็สรุปว่าเป็นเนื้องอกในสมองเหมือนเดิม ตรงจุดเดิม ...

ผ่าตัดครั้งที่ 3

อย่างที่ผมตั้งใจเอาไว้ว่าถ้าเป็นอีกครั้ง ผมจะไม่รับการผ่าตัดแล้ว จะขอหลับไปอย่างสงบเลย เพราะผมเหนื่อยแล้ว และก็ไม่สามารถทำประโยชน์หรือทำงานระยะยาวๆได้เหมือนกับคนปกติทั่วไป อีกทั้งก็ไม่รู้อยู่ดีๆจะเป็นขึ้นมาวันไหนอีก

ถ้าผ่าเสร็จแล้วถ้ายังไม่ตาย จะกลายเป็นภาระกับทางบ้านหรือเปล่า หากเกิดว่าเป็นอัมพาตขยับแขนขาไม่ได้ หรือหากว่าต้องเป็นเจ้าชายนิทรา ฯลฯ คือถ้าผมจะรอดมาได้ แต่ต้องมาเป็นภาระให้กับครอบครัว ผมจะไม่ขอรอดนะครับ ผมขอจากไปอย่างสงบแทน อย่างน้อยๆคนที่ยังอยู่ก็ไม่ต้องมามีภาระดูแลคนเป็นง่อยทำอะไรไม่ได้ แล้วก็ไม่ได้ประโยชน์อะไรขึ้นมาเลย เพราะถ้าผมเป็นอย่างนั้นแล้ว ต่อให้เฝ้าดูแลไป ก็ไม่มีทางฟื้นกลับไปเป็นปกติได้อีกแล้วอยู่ดี

ตอนดื่มน้ำจากวัด Kiyomizu ผมก็ว่าไม่ได้ดื่มน้ำสายแรกนะ แล้วทำไมตายยากตายเย็นอย่างนี้น้อ ๕๕๕ ...

จริงๆ ทุกวันนี้ผมก็ยินดีที่จะตายได้ทุกเมื่อเสมอ ขอเน้นว่ายินดีเลยนะครับ คือสามารถตายได้อย่างมีความสุข ไม่รู้สึกเสียดายที่จะต้องจากโลกนี้ไปแม้แต่นิดเดียว แต่สิ่งที่ผมอยากขอเพียงอย่างเดียวก็แค่ขอตายอย่างสงบที่สุด ไหนๆจะตายทั้งทีก็ไม่อยากเจ็บและทรมานอีกแล้วก็เท่านั้นเอง

เนื่องจากทุกวันนี้ ถึงผมจะมีชีวิตอยู่ จากสายตาของคนภายนอกแลดูก็เหมือนผมปกติดี แต่ผมจะบอกว่าข้างในตัวผมมันไม่ใช่ เพราะผมรู้สึกเหนื่อยและเพลียในทุกๆวัน ทุกๆเวลาที่ตื่นขึ้นมาหายใจอยู่ ไม่รู้สึกมีแรงพลังที่จะอยากทำโน่นทำนี่เหมือนแต่ก่อนแล้ว แม้แต่แรงจะออกนอกบ้านยังแทบไม่มี

แถมยังต้องหลับทุกๆ 3 ชั่วโมง ตอนตื่นมาพอกำลังจะมีพลังสมองทำอะไรได้เต็มที่ก็หลับอีกและ ซึ่งมันเป็นวงจรชีวิตที่น่าเหนื่อยหน่ายสำหรับผมที่ต้องมาเจออย่างนี้ทุกวันเป็นอย่างที่สุด มีชีวิตอยู่ไปก็ทำประโยชน์อะไรให้กับสังคมเหมือนคนที่มีเรี่ยวแรงปกติไม่ได้เลย แล้วถ้าหากว่าจะต้องอยู่แล้วกลายมาเป็นตัวถ่วงคนปกติที่เค้ามีแรงทำงานทำประโยชน์ให้กับสังคมได้แล้ว ผมยิ่งไม่อยากทำเลย

เหตุผลสำคัญอีกอย่างที่ผมไม่อยากจะผ่าแล้ว ก็คือผมไม่มีเงินครับ ก็อย่างที่บอก หลังผ่าตัดครั้งแรกชีวิตผมก็เปลี่ยนไปแบบหน้ามือเป็นหลังมือ จากคนที่เคยมีอนาคตสดใส ทางบริษัทกำลังจะส่งไปเทรนงานที่ต่างประเทศเพื่อกลับมาช่วยดูแลองค์กรที่กำลังจะทำการ reengineering ใหม่ ก็ต้องสูญเสียมันไป จากคนที่มีเรียวแรงทำอะไรได้ตั้งแต่เช้าจรดเย็นตลอด 7 วันแบบไม่หยุด ก็กลายเป็นคนไม่มีเรี่ยวแรงแม้แต่จะออกจากบ้านไปจ่ายค่าโทรศัพท์ จากคนที่จะได้แต่งงานมีครอบครัวก็ต้องพลาดไปเพราะโรคร้ายนี้ พอจะตั้งต้นชีวิตใหม่ได้รอบ ๒ ก็เหมือนโดนสวรรค์แกล้งมาให้เป็นอีก กลับมาง่อยอีกแล้ว

เพราะงั้นก็คือถ้าจะให้ผมมามีค่าใช้จ่ายในการผ่าตัดซึ่งจากประสบการณ์ที่ผ่านมามีราคาเฉียดล้านอย่างนั้น ก็บอกได้เลยครับว่าไม่มีจ่ายแน่นอน เพราะผมไม่สามารถทำงานหนักๆที่มีรายได้เยอะได้เหมือนอย่างแต่ก่อนแล้ว จะให้มีเงินเก็บเป็นแสนเป็นล้านนั้นเป็นไปไม่ได้เลย ทุกวันนี้ก็ได้แต่ทำงานให้มีเงินพออยู่ไปได้วันๆเท่านั้น

ผมเข้าใจดีว่าคนที่อยากผ่าตัด อยากรอด เค้าก็ต้องมีเงินใช่ไหมครับ แต่นี่ผมไม่มีเงิน จะให้ผมทู่ซี้อยากมามีชีวิตรอดต่อไปสบายๆแบบคนอื่นที่เขามีเงินนั้นมันก็ไม่ควรอยู่แล้ว ซึ่งผมคิดว่ามันก็แฟร์ดีออก (พิมพ์ถูกนะครับ แต่คนอ่านอย่าตาลายหละ) ที่ผมจะเลือกจบมันไปเสียตั้งแต่ตอนนี้ ซึ่งมันก็เป็นการดีกับทั้งฝ่ายผมเองและคนรอบตัวผมอื่นๆอีกมากมาย ในเมื่อพื้นฐานชีวิตแต่ละคนไม่เหมือนกัน เราก็ไม่จำเป็นต้องเลือกที่จะต้องฝ่าตัดให้รอดเหมือนกันเสมอไปใช่ไหมครับ

ตอนผมรู้สึกเศร้า ก็จะมีคนบอกให้ผมเข้มแข็ง ทำตัวให้สดชื่นดูดีเข้าไว้ พอผมพยายามทำตัวให้ดูสดชื่นให้คนอื่นเห็น ก็จะมีคนบอกว่าสดชื่นขนาดนี้แล้วทำไมยังทำงานตามปกติไม่ได้หละ

คือว่าการที่ทำตัวให้ดูสดชื่นในสายตาคนอื่นได้ มันไม่ได้ช่วยให้อาการที่เป็นอยู่ข้างในตัวผมหายตามไปด้วยเลยนะครับ ถ้าได้อย่างนั้นผมก็คงใช้ชีวิตได้อย่างปกติเหมือนแต่ก่อนแล้ว แต่ที่ผมพยายามทำหน้าตาให้ดูสดใสเมื่อต้องออกไปข้างนอก ต้องไปทำงาน ต้องพบเจอผู้อื่นนั้น ก็เพราะผมไม่อยากให้คนรอบตัวผมมาเห็นหน้าผมแล้วรู้สึกหดหู่ไปกับสภาพแย่ๆของผมก็เท่านั้น ทุกข์คนเดียวก็พอ ไม่ต้องแบ่งปันความทุกข์ให้ใคร ผมก็พยายามทำถ้าเรื่องนั้นไม่เหนือบ่ากว่าแรงจะทำได้ก็เท่านั้นเอง

แต่รู้หรือไม่ครับว่าสิ่งหนึ่งที่ผมตื่นขึ้นมาแล้วได้ทำในเกือบทุกๆวันที่ผ่านมาก็คือ นั่งร้องไห้อยู่คนเดียวครับ วันละนิดๆหน่อยๆ 5 นาทีถึงครึ่งชั่วโมง การทำแบบนี้เป็นวิธีหาความสุขอย่างหนึ่งของผม เป็นสิ่งที่หลังจากที่ผมได้ทำแล้ว มันจะช่วยให้คลายความทุกข์ทั้งทางร่างกายและจิตใจให้ได้ค่อนข้างดี เวลาร้องก็จะพยายามแอบๆ ส่วนใหญ่ก็ในห้องผมเองนั่นแหละครับ ทำได้อย่างสบายใจที่สุด รู้สึกทุกข์มากๆก็แค่ปล่อยน้ำตาให้ไหลออกมา ช่วยได้เยอะมาก แต่ร้องบ่อยๆก็ไม่ดีเพราะมันทำให้ตาผมดูบวมๆอยู่ตลอด แต่อันนี้ไม่รู้จะทำยังไงเหมือนกัน ๕๕

มีหลายคนบอกว่าผมสำออยครับ ผมเข้าใจตรงจุดนี้ดี เพราะในตอนที่ผมยังแข็งแรงดี ไม่ได้เป็นเนื้องอกในสมองแบบนี้ ก็มีบางห้วงที่ผมเคยมองคนอื่นที่ป่วยแล้วรู้สึกว่าเขาจะโอดโอยเกินไปหรือเปล่า แต่ในวันนี้ที่ผมได้ผ่านมาทั้งชีวิตแบบปกติที่สุด และชีวิตแบบป่วยที่สุด ผมก็เข้าใจได้เลยว่ามันเป็นช่องว่างของคนที่เคยเจอกับไม่เคยเจอความทรมานหนักๆนั่นเอง

อยากมีพลังชีวิตเหมือนตอนยังเรียนอยู่ ไม่งั้นก็อยากหลับไปตลอดกาล

ไม่มีทางเลยที่คนที่ไม่เคยป่วยเป็นโรคร้ายแรงจะเข้าใจความรู้สึกทุกข์ทรมานของคนที่ป่วยด้วยโรคร้ายแรงได้ นอกจากเขาจะเคยผ่านมันมาด้วยตนเอง เจออย่างนี้ผมก็จะเปลี่ยนเรื่องคุยไปครับ ไม่มีประโยชน์ที่จะไปถกอะไร ถ้าเข้าใจก็คือเข้าใจ แต่ถ้าไม่เข้าใจ ต่อให้พูดจนปากฉีกก็จะไม่มีวันรับรู้เข้าใจได้เลย เพราะคนเหล่านี้จะมั่นใจในสิ่งที่พวกเขาเชื่อมากว่ามันคือสิ่งที่ถูกต้องที่สุดในโลก พวกเขาจะเชื่อว่าสิ่งที่เขาคิด แต่ไม่เคยผ่านมันมาด้วยตัวเองนั้นถูกตัองเสมอ   

สำหรับตัวผมเองแล้ว ความสุขไม่ใช่การมีชีวิตมีลมหายใจอยู่ แต่เป็นความรู้สึกว่าตัวเองมีประโยชน์แก่ผู้อื่น ถ้าผมจะต้องอยู่แบบไม่มีเรี่ยวแรง เดี๋ยวหลับเดี๋ยวตื่น ทำอะไรเป็นชิ้นเป็นอันไม่ได้ ผมก็ไม่เห็นความจำเป็นใดๆที่จะต้องอยู่ โดยเฉพาะถ้าอยู่แล้วนอกจากจะทำประโยชน์อะไรไม่ได้ แล้วต้องมาเป็นภาระให้ผู้อื่นอีกนี่เป็นเรื่องที่ทำให้ผมทุกข์นะครับ 

ผมคุยกับคุณหมอในเรื่องนี้อยู่นาน จนทางโรงพยาบาลถึงกับให้บาทหลวงมาคุยกับผมเลยทีเดียว (โรงพยาบาลของผมตอนนั้นเป็นโรงพยาบาลคริสต์ครับ) คุยกันจนผมเหนื่อย ทางคุณหมอก็ไม่ยอมทำให้เหมือนเดิม จนสุดท้ายผมก็ต้องปล่อยครับ ก็ถ้าคุณหมอไม่ทำให้ เราก็ทำอะไรไม่ได้อยู่แล้วใช่ไหมครับ

นั่นแหละ ผมก็ปล่อยละ จะทำอะไรก็ทำ นอนอยู่อย่างนั้น จนถึงวันพยาบาลก็เข็นรถไปห้องผ่าตัด ในการผ่าตัดครั้งนี้ วันผ่าตัดในครั้งนี้ก็ตรงกับวันเกิดผมพอดีเลยนะครับ เชื่อไหมว่าตอนผมจะสลบในช่วงรมยา ผมอธิษฐานขอของขวัญวันเกิดให้เป็นการเกิดใหม่แต่จริงๆแล้วก็ขอให้ไม่ต้องมาเกิดอีกแล้วหละครับคือสิ่งที่อยากได้ที่สุด แล้วก็หมดสติไปด้วยความสุข ...

แต่หลังจากนั้นก็ผ่าตัดเสร็จ แล้วก็ฟื้นขึ้นมาในห้อง ICU นอนทรมาทรกรรมอยู่จนได้ย้ายไปห้องผู้ป่วยทั่วไป อาการโดยทั่วไปก็เหมือนกับครั้งก่อนๆครับ ช่วงที่อยู่ในห้อง ICU เป็นช่วงที่ทรมานที่สุด เจ็บศีรษะ อาเจียน นอนหงายไม่ได้ต้องนอนตะแคงซ้ายบ้างขวาบ้าง ตะแคงจนข้างศีรษะแทบถลอก ฯลฯ

นอนพักฟื้นจนสามารถออกจากโรงพยาบาลได้ จะกลับไปอยู่บ้าน แต่พอไปถึงปรากฏว่านอนไม่ได้ครับ เพราะแม่หวังดี ทาสีห้องนอนผมให้ใหม่ แล้วเพิ่งทาเสร็จสดๆร้อนๆ สีเลยยังไม่แห้งดี กลิ่นสี (ไม่มีกาวแป้ง) ตลบไม่สามารถนอนได้ครับ เลยต้องย้อนกลับไปขอนอนพักที่โรงแรมที่ผมทำงานอยู่ประมาณอาทิตย์หนึ่ง แล้วพอกลิ่นสีจางลงก็ถึงกลับบ้านไปนอนอีกครั้งหนึ่ง

จากการผ่าตัดทั้ง 2 ครั้งที่ผ่านมานั้น ผมจะต้องเกิดการติดเชื้อในสมองจนต้องเข้าโรงพยาบาลเพื่อให้ยาปฏิชีวนะทางสายน้ำเกลือประมาณ 1 เดือนทุกครั้งเสมอ ก็มีครั้งที่สุดท้ายนี่แหละครับที่ออกมาแล้วก็สามารถฟื้นตัวได้โดยไม่มีอาการติดเชื้อแทรกซ้อนเพิ่มมาอีก

ในการผ่าทั้ง 3 ครั้งนี้ ไม่เคยคุณหมอไม่เคยเอาชิ้นเนื้องอกที่ผ่าออกมาให้ผมดูเลยครับ ผมเองก็ไม่รู้ว่าทำไมเหมือนกัน เพราะปกติที่คุยกับท่านอื่นๆที่มีการผ่าเอานู่นเอานี่ออก คุณหมอมักจะนำชิ้นส่วนที่ผ่าเอาออกนั้นมาให้ผู้ป่วยด้วย หรือว่าจะเป็นธรรมเนียมสำหรับเนื้องอกในสมองหรือเปล่าว่าถ้าเป็นส่วนนี้จะไม่นำมาให้คนไข้ดู ผมเองก็ไม่เคยถามคุณหมอเลยเสียด้วยสิ ไม่รู้ทำไมเหมือนกันแฮะ ( • v •̀ )

ผมพักอยู่ที่บ้านจนเริ่มเดินได้ คอแข็งพอสมควรแล้วก็กลับไปทำงาน อาการเหมือนเริ่มจะดีขึ้นมากในช่วงเดือนกันยายน ช่วงนี้ผมเริ่มเดินได้ พอจะเดินไปขึ้นรถไฟฟ้าได้บ้างแล้ว ก็ลองออกนอกบ้านไปเดินห้างสรรพสินค้าดูอยู่ 2-3 ครั้ง แต่พอเดือนตุลาคม ผมก็มีอาการบ้านหมุนขึ้นมาโดยไม่ทราบสาเหตุครับ

อาการบ้านหมุนนี้ ไม่เคยมีมาก่อนเลยหลังการผ่าตัด 2 ครั้งก่อน เพิ่งจะมีครั้งนี้เป็นครั้งแรก ตอนนี้ผมเลยไม่สามารถหันศีรษะด้วยความเร็วปกติได้ ต้องค่อยๆหันแล้วก็ต้องหันไปทั้งตัวพร้อมไหล่ด้วย ไม่งั้นมันจะวูบลงไปกองกับพื้นเลยครับ

พอช่วงหลังๆ อาการนี้ก็เกิดมาเป็นตอนนอนเพิ่มขึ้นมาอีกด้วย ทั้งๆที่แต่ก่อนจะเป็นแต่เฉพาะตอนตื่น นั่ง ยืน หรือเดิน ล่าสุดนี่กลายเป็นว่านอนๆอยู่บ้านก็หมุนได้ ต้องสะดุ้งตื่นขึ้นมาด้วยอาการเหมือนกับว่าเตียงจะเอียงเทถล่มลงไปกับพื้นโลกเป็นประจำ

ชีวิต ณ ปัจจุบัน

จริงอยู่ที่ชีวิตทุกวันนี้ผมก็ยังพอมีความสุขอยู่บ้างครับ บางวันก็นั่งเล่นฮาร์พหล่อๆ ดีดกู่เจิงเท่ๆ หรือไม่ก็เล่นเน็ตมันทั้งวันถ้ามันรู้สึกไม่มีแรงเลย พยายามทำตัวเองให้ “สตรออง !!!” ครับ ᕙ( ◉ ཬ ◉)ง  

แต่รู้หมือไร่ ʕ• ᴥ •ʔ จริงๆแล้วทุกวันนี้ผมเหนื่อยมากเลยครับกับการพยายามทำให้ตัวเองดูเป็นคนแข็งแรงมากกว่าที่ผมเป็นจริงๆ ลืมตาตื่นขึ้นมาเพื่อมาเหนื่อยทั้งวัน แต่ก็ต้องทำหนะครับ หาไม่แล้วก็จะโดนกระแซะว่าสำออย 

แน่นอนครับ คนป่วยหนักก็มีอยู่ ๒ กลุ่มใหญ่ๆ กลุ่มแรกซึ่งน่าจะเป็นเป็นกลุ่มคนส่วนใหญ่ คือกลุ่มที่ยังอยากมีชีวิตอยู่ ไม่อยากตายและไม่ยอมตาย อยากสู้ต่อไปไม่ว่าตนเองจะเป็นโรคร้ายหรือเจ็บปวดทรมานสักเพียงใด ส่วนอีกกลุ่มเป็นกลุ่มที่เข้าใจชีวิตสามารถตายได้อย่างสงบ ซึ่งแต่ละกลุ่มต่างก็มีเหตุผลของตนเองที่อยากจะให้มันเป็นไปอย่างนั้น

ความต้องการของคนกลุ่มแรกเป็นสิ่งที่เรื่องธรรมดา สามารถเข้าใจได้ไม่ยากสำหรับคนทั่วๆไป แต่ความต้องการของกลุ่มคนที่สองนั้น มักจะถูกคัดค้านเนื่องจากสำหรับคนปกติทั่วไปแล้ว มันเป็นเรื่องที่อาจจะดูแปลก ไม่น่าเป็นไปได้ ดังนั้นจากการผ่าตัดครั้งที่ผ่านมา จึงทำให้ผมไม่สามารถขอให้คุณหมอช่วยให้ผมหลับไปอย่างสงบได้สำเร็จเลย  

แต่สิ่งหนึ่งที่ผมอยากบอกก็คือ หากคนป่วยบอกกับคุณอย่างมั่นใจว่าเขาไม่ได้ต้องการอยากจะอยู่อีกต่อไปแล้ว อยากให้รับฟังและเข้าใจว่าเขาต้องการอย่างนั้นจริงๆ เนื่องจากในภาวะปกติก็ไม่มีใครอยากตายอยู่แล้วถูกไหมครับ ดังนั้นการที่คนคนหนึ่งเลือกที่จะจากไปอย่างสงบนั้น ก็แสดงว่าเขาต้องมีเหตุผลของเขาเองที่ต้องการจะเลือกเช่นนั้น ขอให้เปิดใจรับฟังและยอมรับมัน ถึงแม้ว่ามันอาจจะเป็นเรื่องยากที่จะเข้าใจได้สำหรับคนปกติที่ไม่ได้มีความทุกข์ทรมานอะไรเกิดขึ้นกับร่างกาย เพราะการมีลมหายใจอยู่นั้นไม่ได้หมายความว่ามันจะมีความสุขเสมอไป

แน่นอนครับ สำหรับตัวผมแล้ว ถ้าผมยังมีเรี่ยวแรงทำอะไรได้เต็มเปี่ยม นอนหลับได้อย่างเป็นสุข ไม่มีอาการเจ็บป่วยทรมานอะไรกับร่างกาย จะให้ผมตายเหรอ ฝันไปเถิด ไม่มีทางครับ ดังนั้นไม่ต้องห่วงนะครับว่าผมจะเป็นโรคซึมเศร้าแล้วอยากตาย ที่ผมไม่อยากตื่นมาอีกแล้วเพราะว่าผมเหนื่อยมากแล้วครับ

คอนเทนต์แนะนำ
การุณยฆาต เหมาะสมหรือไม่ ?

สำหรับคนที่ป่วยด้วยโรคเนื้องอกในสมองมามากกว่า 10 ปี การหลับอย่างสงบคือสิ่งที่ผมมีความสุขกับมันที่สุดครับ หาใช่การมีลมหายใจอยู่อย่างทุกข์ทรมาน

ที่ผมกล่าวมาทั้งหมดนี้ก็เพียงแค่อยากให้คนปกติเข้าใจเสียงข้างในหัวใจของคนคนหนึ่งในการตัดสินใจนั้น อย่าได้พยายามยื้อผมเอาไว้ด้วยเหตุผลของคนปกติ เพราะนั่นมันใช้ไม่ได้กับคนที่ไม่ปกติซึ่งธรรมชาติได้เลือกให้เขาเป็นเนื้องอกในสมอง บอบช้ำทั้งสภาพทางร่างกายและสภาพจิตใจอย่างที่กระผมได้เล่าถึงมาแล้วในตอนต้นๆ 

ดังนั้นสิ่งที่ผมอยากจะฝากไว้และหวังไว้ หากว่ามันจะมีอีกเป็นครั้งที่ 4 แล้ว ในครั้งนั้นผมอยากจะขอให้ปล่อยผมไปเถิดนะครับ ...

m(_’’_)m 

วิดีโอยอดนิยม

ข่าวเด่นในรอบสัปดาห์

ขณะนี้ มีรายการกำลังถ่ายทอดสด คุณสนใจหรือไม่?

ทันโลก express

ทันโลก express

PPTVHD36

เพิ่ม PPTVHD36
ลงในหน้าจอหลักของคุณ