ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ผลการวิเคราะห์ข้อมูลผลสำรวจ ประเด็น เลือกตั้ง “ภาคใต้ 62” ม.อ.โพล มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ โดยผ.ศ.จุมพล ชื่นจิตต์ศิริ รองอธิการบดีฝ่ายกฎหมายและบริการวิชาการ ศูนย์บริการวิชาการ ผ.ศ.ดร.คณน ไตรจันทร์และอาจารย์ ดร.อิศรัฏฐ์ รินไธสง คณะทำงานโครงการสำรวจความคิดเห็นประเด็น เลือกตั้ง “ภาคใต้ 62”
เปิดเผยผลสำรวจความคิดเห็นของประชาชนที่มีสิทธิเลือกตั้งในพื้นที่จังหวัดภาคใต้ทั้ง 14 จังหวัดกระจายทุกพื้นที่ เพศ รายได้ ศาสนา และระดับการศึกษา จำนวน 1,431 กลุ่มตัวอย่าง จัดเก็บระหว่างวันที่ 1 - 28 กุมภาพันธ์ 2562
จากการสำรวจนโยบายหาเสียงที่มีผลต่อการลงคะแนนเสียงมากที่สุด พบว่า กลุ่มตัวอย่างในพื้นที่เกินกว่าครึ่ง มองว่าปัญหาด้านเศรษฐกิจ/ปากท้อง เป็นนโยบายที่มีผลต่อการตัดสินใจมากที่สุด คิดเป็น ร้อยละ 71.60
จากการสำรวจพบข้อมูลที่สำคัญ คือ กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่เกินกว่าครึ่งยังไม่ตัดสินใจว่าจะเลือกพรรคการเมืองใดเลย คิดเป็นร้อยละ 66.00 กลุ่มตัวอย่างที่ตัดสินใจได้แล้วว่าจะเลือกพรรคใดนั้น พบว่า พรรคอนาคตใหม่ คิดเป็นร้อยละ 8.10 รองลงมาคือ พรรคประชาธิปัตย์ คิดเป็นร้อยละ7.30 และพรรคเพื่อไทย คิดเป็นร้อยละ 5.80 ตามลำดับ
ส่วนนายกรัฐมนตรี ที่คนใต้อยากให้เป็น นายกรัฐมนตรีมากที่สุดในกลุ่มที่ตัดสินใจแล้วนั้น คือ นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ คิดเป็นร้อยละ 16.10 รองลงมาคือ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ คิดเป็นร้อยละ 12.00 และพล.อ. ประยุทธ์ จันทรโอชา คิดเป็นร้อยละ10.30ตามลำดับ แต่ทั้งนี้ กลุ่มตัวอย่างอีกร้อยละ 41.00 ยังไม่ตัดสินใจว่าจะเลือกใครเป็นนายกรัฐมนตรี
จากการสำรวจประเด็นการเคยไปใช้สิทธิเลือกตั้ง พบว่า กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่ เคยไปใช้สิทธิ์เลือกตั้ง ส.ส. มาก่อนแล้ว คิดเป็นร้อยละ 87.50 ส่วนที่ไม่เคยไป (ครั้งแรก) คิดเป็นร้อยละ 12.50
จากคำถามที่ว่าจะไปใช้สิทธิ์เลือกตั้ง ส.ส. ปี 2562 หรือไม่ กลุ่มตัวอย่างคิดเป็นร้อยละ 92.10 จะไปใช้สิทธิ์เลือกตั้งส.ส. ปี 2562 มีเพียงร้อยละ 1.20 ที่จะไม่ไป และยังไม่ตัดสินใจ คิดเป็นร้อยละ 6.70
ประเด็นบุคคลมีอิทธิพลต่อการตัดสินใจของกลุ่มตัวอย่างว่าจะเลือกใคร/พรรคใดมากที่สุดพบว่า กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่ตัดสินใจด้วยตัวเอง มากที่สุดคิดเป็นร้อยละ 89.60 รองลงมาคือ บุคคลในครอบครัว คิดเป็นร้อยละ 8.20 ส่วนปัจจัยอื่น ๆ มีอิทธิพลเพียงส่วนน้อยเท่านั้นต่อการตัดสินใจของท่านว่าจะเลือกใคร/พรรคใด อยู่ที่ร้อยละ 0.20 – 0.60
สำหรับเกณฑ์หรือปัจจัยที่มีผลในการตัดสินใจเลือกส.ส. ในการเลือกตั้งครั้งนี้มากที่สุดพบว่า ส่วนใหญ่คิดเป็นร้อยละ 55.30 พิจารณานโยบายพรรค รองลงมาคือ พิจารณาคุณสมบัติตัว ส.ส.คิดเป็นร้อยละ 33.70 และมีเพียงร้อยละ 1.70 ที่พิจารณาจากความผูกพันต่อตัว ส.ส.เดิม
จากคำถามที่ว่าจะเลือกพรรคการเมืองเดิมที่เคยเลือกหรือไม่ พบว่า ส่วนใหญ่จะไม่เลือกพรรคเดิม คิดเป็นร้อยละ 84.80 แต่กลุ่มตัวอย่างที่ตัดสินใจเลือกพรรคการเมืองเดิม คิดเป็นร้อยละ 15.20