บ้านเจอวิกฤตเศรษฐกิจปี 2540 ทำให้ตัดสินใจท่องโลกและได้รู้จัก “กาแฟคั่วบด”
18 ปีก่อนครอบครัวเจอพิษวิกฤตเศรษฐกิจ มีหนี้สิน จึงมีแนวคิดว่าอยากทำธุรกิจเพื่อช่วยครอบครัว และด้วยนิสัยรักการอ่านหนังสือ จึงศึกษาเรื่องราวเกี่ยวกับบุคคลที่ประสบความสำเร็จด้านธุรกิจ แต่สิ่งที่หนังสือเหล่านั้นไม่ได้บอกไว้ คือ ระหว่างทางกว่าจะประสบความสำเร็จพวกเขาต้องผ่านอะไรมาบ้าง เป็นจุดตรงกลางของเส้นทาง เหมือนเป็นสูตรลับให้แต่ละคนต้องออกไปค้นหาตัวเอง เขาจึงตัดสินใจแบ็คแพคออกเดินทางท่องโลก
และหนึ่งในเส้นทางที่เขาท่องไป คือ การเยือนยุโรปครั้งแรก ที่นั่นทำให้เขาได้พบกับ “โลกของกาแฟคั่วบด” อันมีลักษณะโดดเด่นด้วยบาร์กาแฟเอสเปรสโซ่ซึ่งมีอยู่ทั่วไปทั้งในอังกฤษและฝรั่งเศสเหมือนร้านอาหารฟาสต์ฟู้ด เพียงแต่กาแฟที่นี่ คือ “สโลว์ ฟู้ด” ทั้งที่ก่อนหน้านี้ไม่ใช่คอกาแฟ แถมไม่ชอบกลิ่นกาแฟด้วยซ้ำ
"ไม่ใช่เลยจริงๆ ไม่ชอบกาแฟ ไม่ชอบกลิ่นกาแฟ ผมไม่ชอบกลิ่นกาแฟสำเร็จรูป จนกระทั้งได้ไปร้านกาแฟคั่วบดที่ต่างประเทศ ก็สงสัยทำไมกาแฟมีกลิ่นไม่เหมือนกับที่เราได้ชิม ได้สัมผัสมาก่อน ก็รู้สึกมันต้องมีอะไรมากกว่านั้น"
เขาจึงเริ่มสนใจลึกลงไปถึงกระบวนการขั้นตอน ประกอบช่วงนั้นตลาดเมืองไทยเปิดรับกาแฟ แบรนด์ต่างประเทศมากขึ้น จึงตัดสินใจกลับมาลงสนามร้านกาแฟครั้งแรก
“กาแฟแก้วแรก” เกิดขึ้นในครัวหลังบ้านก่อนลงสนามจริงตั้งรถเข็นตลาดนัด
ความตั้งใจนำกาแฟคั่วสดมาลองตลาดเมืองไทย แต่ยังไม่มีทุนที่จะไปซื้อแฟรนไชส์เจ้าดัง จึงเริ่มศึกษาวิธีการทำด้วยตนเอง เปิดพื้นที่ครัวหลังบ้านซื้อเครื่องทำกาแฟมาทดลองชงเอง พร้อมตั้งโจทย์ว่า “ชงกาแฟอย่างไรให้อร่อย จะทำให้เป็นเครื่องดื่มพิเศษแตกต่างจากคนอื่นอย่างไร” ฝึกฝนจนเริ่มมั่นใจในฝีมือ จึงตัดสินใจใช้รถเข็นเล็กๆ ไปขายตามตลาดนัด มุมตึก โถงตึก หน่วยงานเอกชนห้างสรรพสินค้า ซูเปอร์มาร์เก็ต ซึ่งได้รับการตอบรับที่ดีตั้งแต่ 3 วันแรก
และลูกค้าเริ่มให้ความสนใจมากขึ้น จึงเริ่มมีหน้าร้านเป็นครั้งแรกในพื้นที่ของสำนักงานแห่งหนึ่งบนถนนวิภาวดี แต่กลับไม่ได้เป็นอย่างที่คิดไว้ เพราะลูกค้ายังไม่เข้าใจว่าทำไมต้องซื้อกาแฟราคาแก้วละ 40 50 บาท ซึ่งแพงกว่าข้าว 1 จาน
จึงหาข้อมูลศึกษากด้านการตลาดมากขึ้น ทำให้พบกับจุดที่ต้องแก้ไขอีกมาก อุดมการณ์การชงกาแฟอย่างเดียวไม่อาจทำได้ เพราะยังมีปัจจัยเรื่องการตลาด เช่น ทำเลของร้าน กลุ่มลูกค้า ช่วงเวลาการดื่มกาแฟ ทุกอย่างล้วนมีผลต่อยอดขาย จึงทำให้เห็นความจริงว่า ที่ผ่านมาเป็นเพียงผู้ชงกาแฟจากผลิตภัณฑ์ของคนอื่นไม่ได้ศึกษาไปถึงขั้นตอนการคั่วกาแฟ ส่งผลทำให้ไม่สามารถเข้าใจรสชาติของกาแฟอย่างแท้จริง ในตอนนั้นเขาเริ่มถอดใจจนต้องกลับมาถามตัวเองว่า จะไปต่อหรือหยุดแล้วเบนเข็มไปทำอย่างอื่นแทน
“แทนที่เราจะใช้ประสาทสัมผัสคือลิ้นของเราตัดสินรสชาติอันไหนดีไม่ดี เรากลับใช้หูฟังคนนู้น คนนี้ ซึ่งเขาต้องบอกว่าของเขาดีที่สุด ก็รู้สึกว่าเราต้องเรียนรู้ด้วยตัวเอง”
สุดท้ายเขาตัดสินใจเดินไปต่อกับกาแฟโดยเริ่มจากการเรียนชิมกาแฟกับผู้เชี่ยวชาญชาวอินเดียซึ่งกว่าจะได้โอกาสนั้นต้องใช้ลูกตื้ออยู่หลายวัน
“แรกๆ เขาไม่รับโทรศัพท์ผมเลยให้คนอื่นรับแทน ผมก็โทรไปตื้อในช่วงเวลาเดิมทุกวัน คือ ประมาณ 20:00 น. จนหนึ่งสัปดาห์ถึงยอม จนมารู้ที่หลังว่า “คนนี้คือใคร ทำไมโทรมาทุกวัน คงอยากเรียนรู้จริงๆ ถึงโทรมาทุกวัน”
ซึ่งการฝึกครั้งนั้นเขาต้องชิมกาแฟวันละเป็นร้อยแก้ว เพื่อให้จำรสชาติได้ ใช้ประสาทสัมผัสเป็นตัวจำแนกรสชาติ ดมกลิ่นแล้วก็คิดว่าเป็นกลิ่นอะไร รู้สึกเปรี้ยว ขม หอม หวาน ค่อยๆพิจารณาว่ามันเหมือนอะไร จากนั้นก็มีโอกาสได้บินไปเรียนที่อื่นเพิ่มเติมจนกระทั้งในปี 2008 ตัดสินใจไปสอบเป็นนักชิมกาแฟระดับโลก ซึ่งเป็นคนไทยคนแรกที่ได้เป็น “Lead Instructor จนได้รับประกาศนียบัตร Q-Grader จากสมาคมกาแฟชนิดพิเศษแห่งสหรัฐอเมริกา (SCAA)”
ก่อนที่จะกลับมาพิสูจน์ฝีมืออีกครั้งด้วยการเปิดร้านกาแฟเล็กๆ ชื่อว่า ซาน่าบีคอฟฟี่ ตั้งอยู่ในอาคารสำนักงานเล็กๆ ซึ่งใช้ทั้งฝีมือ ศาสตร์ที่เรียนรู้มา เน้นคุณภาพของเมล็ดกาแฟ เข้าสู้ จนได้เข้าไปตั้งร้านอยู่ภายในองค์กรขนาดใหญ่ที่มีแบรนด์กาแฟเป็นของตัวเอง ได้ 4-5 ปี ได้กลับได้รับการตอบรับที่ดีมาก
แต่เขาไม่ต่อสัญญา....
เขามองว่านั่นคือสนามทดสอบฝีมือ จากนั้นก็เริ่มมีบริษัทกาแฟมาติดต่อให้ไปเป็นที่ปรึกษาตั้งแต่การตั้งโรงคั่วกาแฟ ซึ่งก็ถือเป็นประสบการณ์อย่างหนึ่งที่ทำให้เขาได้ศึกษาวัตถุดิบผลิตภัณฑ์ที่ดีที่สุดสำหรับร้านกาแฟของตัวเองทั้งในประเทศและต่างประเทศ ไปจนถึงการเป็นตัวแทนจำหน่าย อุปกรณ์การทำกาแฟแบบครบวงจร
จน PACAMARA COFFEE เกิดขึ้น
จนถึงวันนี้ประมาณ 8 ปี จุดที่ PACAMARA ไม่เป็นเพียงแค่ร้านกาแฟ แต่เป็นเหมือนแหล่งการเรียนรู้ให้คนที่สนใจโลกกาแฟจริงๆ และต้องการนำไปต่อยอด จึงเริ่มเปิดคลาสเล็กๆ เรื่องการชิมกาแฟ นำเครื่องชงกาแฟแบบพิเศษ เครื่องบดกาแฟที่มีความสำคัญมากกว่าเครื่องชงกาแฟ แหล่งปลูกกาแฟ จนเกิดเป็น Pacamara Coffee Roasters x Specialty Coffee Lab สาขาทองหล่อ
จุดเด่นของ Pacamara Specialty coffee lab กลางซอยทองหล่อ ด้วยสไตล์เท่ๆ แบบมินิมอล Less is More โรงเรียนกาแฟแบบครบวงจร ซึ่งคุณชาตรีย้ำว่า นี่คือ “กาแฟ แบรนด์คนไทยจริงๆ”
“ ครั้งหนึ่งเราให้ลิขสิทธิ์ชาวสิงคโปร์ไปเปิด เพราะตอนนั้นคนไทยเราไม่ยอมรับ ทุกคนจะเข้าใจว่าเราเป็นแบรนด์จากสิงคโปร์มาเปิด ถ้ามีเวลาเราก็จะอธิบายว่าไม่ใช่เราเป็นร้านของคนไทย”
Pacamara มีที่มาจากชื่อของเมล็ดกาแฟซึ่งเป็นเมล็ดที่มีขนาดใหญ่กว่าปกติ 2 เท่า ซึ่งตอนนั้น Pacamara ยังเป็นโรงคั่วเล็กๆ เลยคิดว่ามันย้อนแย้งกันดีเพราะเมล็ดมันใหญ่แต่โรงคั่วเราเล็กนิดเดียว และทุกอย่างเริ่มจากจุดเล็กๆแต่ทำให้มันยิ่งใหญ่ได้ "มันอยู่ที่เราสร้างคุณภาพ กำหนดแนวทางเป้าหมาย พยายามควบคุมเส้นทางเดินที่เราจะไปให้มันชัดที่สุด"
Pacamara จึงเป็นกาแฟโรงคั่วคนไทยที่ใช้กาแฟไทยที่สนับสนุนไปถึงต้นทาง เราอยากให้กาแฟไทยเราเจริญเติบโตยังยืนด้วยคุณภาพที่ไม่ใช่ว่าพอ เราโตด้วยคุณภาพเราไม่จำเป็นต้องไปแข่งเรื่องราคาเพราะว่าของมันจะมีจำกัดแล้วคนจะแสวงหาเอง
การมีร้านกาแฟเล็กๆ สักร้าน ให้คนมานั่งทำงาน จิบกาแฟพักผ่อน คงเป็นความฝันของใครหลายๆ คน LIFE STORY เลยพามาเยี่ยมเยียนร้านกาแฟเล็กๆ แต่เท่ ในแบบ LESS IS MORE เอาใจสายมินิมอล ทั้งผู้ที่อยากหาร้านนั่งครีเอทงาน หรือคอกาแฟที่นอกจากรักการชิมแล้วก็ยังอยากลองเรียนชงกาแฟในสูตรของตัวเอง ไปจนถึงอยากมีร้านกาแฟเป็นของตัวเอง
การพูดคุยวันนี้จึงการันตีได้ว่าจะเป็น “แรงบันดาลใจให้คอกาแฟนักฝันกลับมาสำรวจความฝันของตนเองหรืออาจจะเป็นจุดทำให้ตัดสินใจให้ก้าวเข้าสู่สนามการชงกาแฟเลยก็ได้”
ย้อนดู LIFE STORY ตอนอื่นๆ
“ยอมแลกเหงื่อ” เพื่อคำสัญญากับพ่อบนเส้นทาง “ลูกยาง” ของเด็กหนุ่มจากปากพนัง
คุยกับคนหัวใจโขน...หลังถอดหัวโขน
ถ้าไม่เป็นมะเร็งวันนั้น "ผู้หญิงคนนี้" อาจไม่ได้ยินเสียงหัวใจของตัวเองในวันนี้
ตามติดชีวิต“คู่หูห่อหมกฮวก” ผู้สร้างสีสันจนสะท้านเวที “The Voice 2018”
ล่าฝันไปตามจังหวะดนตรี บนเส้นทางนักเต้น กับ "ทราย นภัส รอดบุญ"