ผู้สื่อข่าวรายงานว่า โครงกระดูกสัตว์เลื้อยคลาน ที่มีลักษณะส่วนปากคล้ายกับจระเข้ ที่ชาวบ้านในตำบลบ้านระกาศ อำเภอบางบ่อ จังหวัดสมุทรปราการ พบอยู่ใต้โคลนตม ระหว่างวิดน้ำออกจากบ่อปลา วันนี้เจ้าหน้าที่กรมทรัพยาธรณี เดินทางเข้าตรวจสอบโครงการะดูกดังกล่าว พบว่าเป็นจระเข้น้ำจืด โดยจากการวัดขนาดเฉพาะขากรรไกรล่าง มีความยาวกว่า 80 เซนติเมตร และคาดว่าขนาดตัวน่าจะมีความยาวกว่า 6 เมตร นับเป็นจระเข้น้ำจืดตัวใหญ่ที่สุดที่เคยพบซากมา และมีชิ้นส่วนที่สมบูรณ์ที่สุด เบื้องต้นคาดว่าน่าจะมีอายุประมาณ 1,000 ปี
นางสาวพรรณิภา แซ่เทียน นักธรณีวิทยาชำนาญการพิเศษ กองคุ้มครองซาก ดึกดำบรรพ์ กรมทรัพยากรธรณี บอกว่า ซากที่พบในทางธรณีเรียกว่ากึ่งดึกบรรพ์ กำลังจะกลายเป็นฟอสซิล ส่วนอายุที่ชัดเจนจะต้องนำโครงการดูไปตรวจสอบทางวิทยาศาสตร์อย่างละเอียดอีกครั้ง
“จระเข้นี้เป็นสายพันธุ์ Crocodylus siamensis ซึ่งเป็นจระเข้น้ำจืด เป็นสายพันธุ์ของไทยเองนี่เลยค่ะ แต่ก่อนมันเป็นน้ำทะเล ก็คือมันอาจจะเป็นคนละช่วงเวลา การที่ทะเลลึกเข้าไปในช่วงที่เมื่อ 5,000-6,000 ปีก่อน ก็จะมีช่วงที่น้ำทะเลถอยเข้ามา ถอยกลับมาจนถึงอ่าวไทยปัจจุบันนี้ค่ะ หลังจากนั้นก็จะมีพวกตะกอนบกก็จะสะสมตัวแล้วก็มีน้ำมีแม่น้ำ” นักธรณีวิทยา กล่าว
ก่อนหน้านี้ เมื่อเดือนพฤศจิกายน เคยพบชิ้นส่วนปลาวาฬ ย่านบางนา เนื่องจากบริเวณนี้พบว่าเคยเป็นทะเลลึก อย่างไรก็ตาม กรมทรัพยากรธรณี จะนำชิ้นส่วนโครงกระดูกที่พบกลับไปศึกษาว่าในประเทศไทยเคยมีสัตว์ชนิดใดบ้าง และจระเข้ตัวนี้มีลักษณะแตกต่างพันธุ์ทั่วไปหรือไม่ นอกจากนี้ยังพบกระดูกสัตว์ชนิดเลี้ยงลูกด้วยนมปะปนมากับกระดูกของจระเข้ และพบเศษชิ้นส่วนของภาชนะประเภทดินเผาอีกหลายรายการ ซึ่งต้องให้เจ้าหน้าที่ชำนาญการเฉพาะทางมาตรวจสอบอีกครั้ง
ด้านเจ้าของบ่อปลาซึ่งเป็ยคนพบโครงกระดูกดังกล่าว เผยว่าหากเจ้าหน้าที่ไม่ยึดไปเป็นทรัพย์สินของแผ่นดิน ตนก็จะเก็บไว้ และสร้างศาลให้จระเข้ ไว้เป็นที่ระลึก ที่จระเข้ตัวนี้มาให้โชคให้ลาภ เพราะบ่อที่พบโครงกระดูกนี้ เลี้ยงปลาได้ผลผลิตเกินความคาดหมาย