เปิดงานวิจัย "แก้จน" แบบเบ็ดเสร็จ แม่นยำ

โดย PPTV Online

เผยแพร่

ลงพื้นที่ติดตามความก้าวหน้า จ.ลำปาง "แก้จน" แบบเบ็ดเสร็จ แม่นยำ โดยใช้งานวิจัยเป็นฐานเพื่อต่อยอดทุนวัฒนธรรม ซึ่งไม่ใช่เรื่องทางเศรษฐกิจเพียงด้านเดียว

ปัญหาความยากจนในประเทศไทย เป็นปัญหาใหญ่และยังไม่มีทางออกที่ชัดเจน สะสมมานานถ่างความเหลื่อมล้ำให้กว้างมากขึ้น กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ซึ่งเดินหน้าโครงการ “อว. แก้จน : วิจัยและนวัตกรรม เพื่อแก้ไขปัญหาความยากจนและการจัดการทุนทางวัฒนธรรมเพื่อพัฒนาเศรษฐกิจฐานราก” ลงพื้นที่เพื่อดูความคืบหน้าและผลงานโครงการ เพื่อนำไปสู่ความสำเร็จที่ยั่งยืนต่อไปในอนาคต 

 

ในตอนหนึ่ง ศาสตราจารย์พิเศษ ดร. เอนก เหล่าธรรมทัศน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เปิดเผยว่า อว.มีนโยบายในด้านทุนวัฒนธรรมที่ชัดเจน และดำเนินงานอย่างจริงจังมาอย่างต่อเนื่อง มีส่วนสำคัญในการฟื้นฟูชุมชน หลังจากที่ประเทศไทยได้รับผลกระทบจากการระบาดของโควิด-19 การใช้งานวิจัยเป็นฐาน จึงมีความสำคัญในการทำให้โครงการต่อยอดทุนวัฒนธรรม ไม่ใช่เรื่องทางเศรษฐกิจเพียงด้านเดียว

แต่เป็นการสร้างการทำงานร่วมกัน ช่วยให้เกิดนักวิจัยชุมชนแล้วไปเชื่อมโยงกับภาคีต่างๆ ทำให้งานของ อว. ขยายไปสร้างความเข้มแข็งให้ชุมชนอย่างกว้างขวาง เป็นไปตามวาระแห่งชาติ BCG ที่เน้นการใช้นวัตกรรมต่อยอดทุนภูมิปัญญาที่มีอยู่เดิม  

เรื่องสำคัญก็คือ การแก้ปัญหาความยากจน การค้นหาคนที่จนอย่างแท้จริงว่าอยู่ที่ไหน มีจำนวนเท่าไหร่ในจังหวัดลำปาง ซึ่งตอนนี้มีแนวโน้มมากกว่า TPMAP (แผนที่ความยากจนประเทศไทย (Thai Poverty Map-TP Map)

โดยผลการค้นหาที่ผ่านมาจากฐานข้อมูล TPMAP พบว่า ครัวเรือนยากจนระดับพื้นที่ กระทรวง อว. (big data) แสดงข้อมูลเป็น dashboard แบบ real time ที่สามารถชี้เป้าคนจนในพื้นที่รายครัวเรือน ปัจจุบันทำการค้นหาและสอบทานคนจนและครัวเรือนยากจน รวมทั้งสิ้น 131,826 ครัวเรือน หรือ 602,774 คน เพิ่มเติม (add on) จากตัวเลขเป้าหมาย 20 จังหวัดนำร่องในฐานข้อมูล TPMAP ที่ระบุไว้คือ 239,100 คน (ข้อมูล ณ วันที่ 13 พ.ย. 2564)

หมายเหตุ 20 จังหวัดนำร่อง ได้แก่ ภาคเหนือ 3 จังหวัด (แม่ฮ่องสอน, ลำปาง, พิษณุโลก) ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 12 จังหวัด (อำนาจเจริญ, สุรินทร์, ยโสธร, ศรีสะเกษ, สกลนคร, มุกดาหาร, กาฬสินธุ์, บุรีรัมย์, อุบลราชธานี, นครราชสีมา, ร้อยเอ็ด, เลย) ภาคกลาง 1 จังหวัด (ชัยนาท) และภาคใต้ 4 จังหวัด (ปัตตานี, นราธิวาส, พัทลุง, ยะลา) โดยเลือกจากดัชนีความก้าวหน้าของภาครัวเรือน และนโยบายขับเคลื่อนไทยของรัฐบาล 

จากนั้นจะมีแผนในการส่งคนยากจน ครอบครัวที่ยากจน ส่งต่อให้กับหน่วยงานของรัฐที่มีหน้าที่แก้ปัญหา มีหน้าที่สร้างโอกาสให้ในรูปแบบต่างๆ นอกจากนี้ยังได้แลกเปลี่ยนเรื่องต่างๆ เช่น การพัฒนาพื้นที่เกษตร สารสกัดทางการเกษตร เพื่อให้ได้มูลค่าที่สูงขึ้นโดยใช้เทคโนโลยี

ด้าน ดร.กิตติ สัจจาวัฒนา ผู้อำนวยการหน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการพัฒนาระดับพื้นที่ (บพท.) กล่าวว่า เกณฑ์การวัดระดับความยากจนของ บพท. พอทำวิจัยพบว่า เส้นรายได้ใช้ไม่ได้ เพราะประเทศไทยมีคนที่ไม่กรอกข้อมูลรายได้จำนวนมาก โดนเฉพาะกลุ่มที่ไม่จบการศึกษา

ดังนั้นจึงใช้เกณฑ์เว้นรายได้และชีวิตความเป็นอยู่เป็นตัวชี้วัด ซึ่งเมื่อใช้เกณฑ์ดังกล่าวพบว่าในช่วงปี 2563 คนที่ยู่ในระดับความยากจนใน 10 จังหวัดของไทยอยู่ที่ประมาณ 450,000 คน สูงกว่าเส้นระดับความยากจนที่ภาครัฐใช้ 4 เท่า 

ดร.กิตติ  ยังกล่าวถึงกรณีการแจกบัตรสวัสดิการของรัฐ (บัตรคนจน)  คือเกณฑ์ของรัฐ ซึ่งใครมีคุณสมบัติเข้าได้หมด เป็นเครื่องมือของรัฐให้การใช้เป็นช่องทางการช่วยเหลือ ซึ่งพบว่า ยังมีส่วนที่ยังไม่ตรงตามความจริงเท่าที่ควร คำถามคือทำอย่างไรให้เครื่องมือของรัฐดีขึ้น นี่คือจุดประสงค์หลักของงานวิจัย โดยใช้ภาคกลไกของชุมชนเป็นตัวช่วยในการสำรวจความยากจนที่แท้จริง

โดยเฉพาะกลุ่มจนซ้ำซาก เข้าไม่ถึงโครงการภาครัฐ ไม่ได้รับการเยียวยาใดๆ เป็นกลุ่มตกหล่น ซึ่งสาเหตุเพราะ "รัฐเข้าไม่ถึงกลุ่มนี้และกลุ่มนี้ก็เข้าไม่ถึงข่าวสารของรัฐ

ดังนั้น ยุทธศาสตร์ที่ทำแก้ปัญหาความยากจนจะมีส่วนสำคัญอยู่ 2 ยุทธศาสตร์ คือ 

1. มิติยุทธศาสตร์ขจัดความยากจนและยกรพดับเศรษฐกิจฐานราก

2. ยุทธศาสตร์กระจายศูนย์กลางความเจิรญ 

ซึ่งการลงพื้นที่จังหวัดลำปาง คือการเน้นยุทธศาสตร์ที่ 1 ซึ่งมี 2-3 เรื่อง คือ 

1.การขจัดความเจริญเบ็ดเสร็จและแม่นยำ โดยใช้โมเดลของจีน  คือ การตอบคำถามที่แม่นยำ  คือเมื่อเราพูดถึง "คนจน"  คำถามแรกคือ 1.คนจนจริงๆ อยู่ที่ไหน 2.จนด้วยสาเหตุอะไร 3.ออกแบบความช่วยเหลืออย่างไร ให้สามารถลุกขึ้นมาสู้กับความจนได้

นิยามของคำว่าจน มีหลายแบบ บางคนจน แต่มีบ้านหลังใหญ่โต มีที่ดินเป็นของตนเองขณะที่บางคนไม่มีบ้านอยู่ อาจจนถึงขั้นเข้าไม่ถึงปัจจัยพื้นฐาน นี่คือสิ่งที่เราต้องตอบให้ได้ว่า คนจนจริง ๆ ลักษณะนี้อยู่ที่ไหน และข้อ 2 ข้อ 3 ตามลำดับ

ในงานวิจัยของ บพท. จะทำระบบข้อมูลครัวเรือนยากจนระดับพื้นที่ วิเคราะห์ปัญหา และฐานทุนครัวเรือนยากจน (PPP connext) ด้วยการนำกรอบวิเคราะห์การดำรงชีพมาประเมินระดับความยากจนของครัวเรือนด้วยฐานทุนทั้ง 5 ด้าน ได้แก่ ทุนมนุษย์, ทุนทรัพยากร, ทุนการเงิน, ทุนกายภาพ และทุนสังคม

รวมทั้งวิเคราะห์ปัญหาทั้ง 5 มิติ ได้แก่ ด้านสุขภาพ, ด้านความเป็นอยู่, ด้านการศึกษา, ด้านรายได้ และด้านการเข้าถึงบริการภาครัฐ เพื่อประมวลผลออกมาเป็นทรัพยากรการดำรงชีพ (livelihood profile) ด้วยการจำแนกคนจนออกเป็น 4 ระดับ คือ อยู่ลำบาก, อยู่ยาก, พออยู่ได้, อยู่ได้

หรือรวมเป็น 2 กลุ่มหลัก ได้แก่ กลุ่มเป้าหมาย 20% ล่าง เป็นคนจนยากไร้ ช่วยเหลือตนเองไม่ได้ มีความยากจนซ้ำซาก หรืออยู่ในวัฏจักรความยากจนถือเป็นวัฏจักรที่รุนแรงมาจากปู่ ย่า ตา ยาย จนส่งต่อมายังพ่อ แม่ ลูก หลาน  นิยามเป็น มรดกความจน ซึ่งไม่สามารถเข้าถึงโอกาสการศึกษา และโอกาสต่าง ๆ ด้วย และกลุ่มเป้าหมาย 20% บน เป็นคนจนเข้าไม่ถึงโอกาส มีหนี้สิน เมื่อได้ข้อมูลดังกล่าวจะนำส่งต่อความช่วยเหลือไปยังภาคส่วนต่าง ๆ 

ความยากจนมี 2 มิติ คือ มิติข้างในคือจน ถึงขั้นไม่มีเงินซื้อปัจจัยพื้นฐาน แต่มีไร่ นา สวนยาง และคนในครอบครัวติดการพนัน การช่วยแบบนี้จะยาก เพราะเป็นพฤติกรรม อีกมิติคือมิติภายนอก เช่น ภัยแล้ง อุทกภัย โควิด-19 ส่งผลให้ไม่สามารถทำงานได้ รายได้หมดกะทันหัน ฉะนั้น จึงต้องมีระบบมอนิเตอร์ความจน บพท.พยายามจะมีระบบนี้ และนำข้อมูลเชื่อมโยงกับฐานมหาวิทยาลัยตามพื้นที่ต่าง ๆ และฐานข้อมูลของภาครัฐ ซึ่งเป็นอีกงานวิจัยที่จะช่วยคนจนแบบยั่งยืน เบ็ดเสร็จ แม่นยำ

วิดีโอยอดนิยม

ข่าวเด่นในรอบสัปดาห์

ขณะนี้ มีรายการกำลังถ่ายทอดสด คุณสนใจหรือไม่?

จับข่าวคุย

จับข่าวคุย

PPTVHD36

เพิ่ม PPTVHD36
ลงในหน้าจอหลักของคุณ