ทีมข่าวเดินทางไปที่มูลนิธิส่งเสริมความเสมอภาคทางสังคม พูดคุยกับน.ส.สุเพ็ญศรี พึ่งโคกสูง ผู้อำนวยการมูลนิธิส่งเสริมความเสมอภาคทางสังคม
เธอพาทีมข่าวไปดูกระดาษที่เขียนข้อความจำนวนมาก บอกว่านี่คือกิจกรรมที่ทางมูลนิธิทำร่วมกับผู้เสียหายที่มาขอความช่วยเหลือจากมูลนิธิ เธอบอกว่า กว่าที่ผู้เสียหายหลายคน จะยอมเปิดใจพูดระบายความรู้สึก เขียนข้อความออกมา หรือ บอกเล่าถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นให้เจ้าหน้าที่ฟังไม่ใช่เรื่องง่าย บางคนมาถึงพูดอะไรไม่ได้นอกจากร้องไห้อย่างเดียว
เพราะฉะนั้นการที่ผู้เสียหายหลายคนเข้าไปแจ้งความช้า หรือไม่ยอมไปแจ้งความจึงไม่ใช่เรื่องแปลก ซึ่งมีหลายปัจจัยทั้ง ผู้กระทำเป็นคนใกล้ชิด ถูกข่มขู่โดยผู้กระทำมีอำนาจทางสังคม หรือแม้แต่กลัวครอบครัวจะเสียใจ ดังนั้นจึงอยากขอให้สังคมอย่าตำหนิผู้เสียหายเพราะเท่ากับเป็นการทำร้ายผู้เสียหายซ้ำไปอีก
ส่วนกรณีที่หลายคนตั้งข้อสังเกตว่า คดีเกิดขึ้นนานแล้ว แต่ผู้เสียหายส่วนใหญ่เพิ่งออกมาแจ้งความ อาจจะไม่มีหลักฐานในการเอาผิดผู้กระทำหรือไม่ นางสาวสุเพ็ญศรี ระบุว่า กระบวนการฟ้องคดีของไทยยังเป็นระบบกล่าวหา ดังนั้นหลายครั้งการสืบหาพยานหลักฐานถูกผลักภาระให้เป็นของผู้เสียหาย จนบางคนต้องยอมถูกกระทำซ้ำเพื่อให้ได้หลักฐานในการเอาผิด ซึ่งนางสุเพ็ญศรีเชื่อว่าต่อให้ไม่มีหลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์ คำให้การที่หนักแน่นของผู้เสียหายก็น่าจะเพียงพอให้ศาลเชื่อและตัดสินผู้กระทำผิดได้
ความเห็นนี้สวนทางกับทนายเดชา กิตติวิทยานันท์ ประธานเครือข่ายทนายคลายทุกข์ที่มองว่าคดีอนาจารที่ไม่มีหลักฐานใดๆนอกจากคำให้การของผู้เสียหาย ไม่น่าจะเอาผิดผู้ถูกกล่าวหาได้
ทนายเดชา ยังมองว่า คดีของนักการเมืองดังแม้ว่าจะมีผู้เสียหายเข้าแจ้งความจำนวนมาก แต่ผู้เสียหายส่วนใหญ่เหตุการณ์เกิดขึ้นนานแล้ว ศาลอาจจะมองว่าเป็นพิรุธ ซึ่งดูแล้วมีเพียงเคสแรก คือเยาชนอายุ18 ปีที่แจ้งความ ที่คดีความพอจะเป็นไปได้ เพราะเหตุการณ์เพิ่งเกิดขึ้นสดๆและมีหลักฐานเป็นภาพจากกล้องวงจรปิด