จากคำบอกเล่าของ นายชลิต โชติศุภกานต์ ผู้บาดเจ็บ บอกว่า เพิ่งเคยไปเที่ยวผับแห่งนี้ครั้งแรก โดยตอนที่เริ่มเข้าไปเวลาประมาณ 23.30 น. ภายในผับยังสว่างอยู่ มองเห็นห้องน้ำ และโต๊ะต่าง ๆ แต่ไม่เห็นสัญญาณบ่งบอกว่ามีประตูหนีไฟ หรือมีประตูเข้าออกอื่น ๆ นอกจากด้านหน้า และขณะที่ไฟไหม้ พนักงานในร้านยังวิ่งออกประตูหน้าเช่นเดียวกับพวกเขา
ด้าน นางสาวณัฏฐนิช ลูกสาวนายชลิต เล่าว่า สาเหตุที่เธอไปผับดังกล่าว เพราะไปฉลองวันเกิดพี่ชาย โดยไปพร้อมกับญาติรวม 13 คน
ตอนนี้ญาติเสียชีวิตไป 3 คน ขณะที่พี่ชายซึ่งเป็นเจ้าของวันเกิด ยังอาการสาหัส
ส่วนพ่อของเธอ แม้ได้กลับมารักษาตัวที่บ้าน แต่ก็ด้วยสภาพที่มีแผลพุพองเต็มร่างกาย และยังต้องกลับไปล้างแผลที่โรงพยาบาลทุกวัน
ในส่วนของการชดเชยมีการตั้งโต๊ะลงทะเบียนขอรับการเยียวยาที่ศูนย์บัญชาการเหตุการณ์ บริเวณจุดเกิดเหตุ
โดย ยุพยงค์ หอยสังข์ แม่ผู้บาดเจ็บ เล่าว่า ลูกสาวเธอถูกไฟคลอกทั่วตัว เว้นเพียงใบหน้า เจ้าของผับควรมีส่วนรับผิดชอบทุกคนที่บาดเจ็บและเสียชีวิต แม้ลูกสาวเธอยังโชคดีที่รอดชีวิต แต่ไม่รู้ว่าบาดแผลตามร่างกายจะสามารถรักษากลับมาเหมือนเดิมได้หรือไม่
แน่นอนว่าจากเหตุการณ์นี้ หลายคนนึกถึงเหตุการณ์เมื่อ 14 ปีที่แล้ว ที่ “ซานติก้าผับ” หนึ่งในผู้ที่รอดชีวิตจากเหตุการณ์นั้น คือ นายสุพัฒน์ ศรีแจ่ม บอกว่า เหตุเพลิงไหม้ที่ผับเมาน์เทน บี มีความคล้ายคลึงกับเหตุการณ์ที่ซานติก้า โดยเฉพาะประตูทางออกที่มีไม่เพียงพอ มีลักษณะแคบ ทำให้นักเที่ยวแย่งกันออกบริเวณประตูด้านหน้าเพียงจุดเดียว นอกจากนี้ยังมีระบบการทำงานของอุปกรณ์ดับเพลิงด้วยน้ำแบบอัตโนมัติ หรือ Sprinkler ที่ยังไม่ได้มาตรฐาน ถังดับเพลิงก็มีไม่เพียงพอ จึงเป็นเหตุให้ซ้ำรอยกับโศกนาฏกรรมความสูญเสียเมื่อ 14 ปีที่แล้วอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้