“การทุจริตคอร์รัปชัน” เป็นประเด็นที่ถูกพูดถึงในสังคมไทยมานานนับสิบ ๆ ปี จน ณ วันนี้ ก็ยังคงเป็นโจทย์ใหญ่ให้ทุกภาคส่วนของสังคมไทยขบคิดหาทางออก หรือหากจะเรียกให้ถูก คงต้องบอกว่ามีหลายฝ่ายเสนอวิธีการแล้ว แต่ยังไม่มีการลงมือปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรมเสียที
สถานีโทรทัศน์ พีพีทีวี เอชดี ช่อง 36 ร่วมกับ สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) จัดเสวนา “ปราบคอร์รัปชัน ทางออกลงทุนไทย” เพื่อขอเป็นส่วนหนึ่งในการผลักดันให้เกิดการแก้ปัญหาการคอร์รัปชันไทยอีกครั้ง
คอร์รัปชันไทยมีอยู่เสมอมาและจะมีต่อไป แต่ต้องลดให้มากที่สุด
ในช่วงของการเสวนาในหัวข้อ “ปัญหา ช่องโหว่ และการควบคุม ปราบปรามการทุจริต” มานะ นิมิตมงคล เลขาธิการองค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย) ได้กล่าวถึงตัวเลขดัชนีการรับรู้การทุจริต (CPI) ซึ่งประเทศไทยถูกจัดให้อยู่ในอันดับที่ 110 จาก 180 ประเทศทั่วโลก อันดับและคะแนนตกลงมาจากปีก่อนหน้า เป็นเครื่องสะท้อนชัดเจนว่า “เรายังเอาปัญหานี้ไม่อยู่”
มานะบอกว่า ไม่เพียงแต่การชี้วัดด้วยดัชนี CPI เท่านั้น เพราะแม้แต่ดัชนีชี้วัดที่หน่วยงานในไทยจัดทำเองก็พบว่า ประชาชนมองว่าปัญหาคอร์รัปชันในไทยยังแย่ และประเมินว่ามีแนวโน้มแย่ลงไปเรื่อย ๆ
“ดัชนีชี้วัดการคอร์รัปชันทั้งของสากลและในประเทศไทยเอง มีทิศทางเดียวกัน คือการคอร์รัปชันจะเพิ่มมากขึ้น … ในไทยมีการคอร์รัปชันที่ถูกลงโทษก็จริง แต่มักเป็นคดีเล็ก เงินหลักแสนหลักล้าน แต่การคอร์รัปชันระดับใหญ่ ระดับการเมือง ระดับนโยบาย เราไม่ค่อยเห็นการจับกุมการลงโทษ เพราะมีข้อจำกัด การจะแก้ไขมีอุปสรรคมาก” มานะกล่าว
เขาเสริมว่า ในการสำรวจความเห็นนักธุรกิจและประชาชนทั่วไปเพื่อจัดทำ ดัชนีสถานการณ์คอร์รัปชันไทย (CSI) โดยมหาวิทยาลัยหอการค้า มีนักธุรกิจให้ข้อมูลว่า เจอการเรียกสินบนกับตัว “ดังนั้น ปัญหาคอร์รัปชันในไทยเป็นสิ่งที่มีอยู่จริงและจับต้องได้”
ไทยมีช่องโหว่อะไร ทำไมคอร์รัปชันยังเกิด?
บรรยง พงษ์พานิช ประธานกรรมการบริหาร กลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร บอกว่า ตราบใดที่ภาครัฐยังมีอำนาจดุลยพินิจในการพิจารณาเรื่องราวต่าง ๆ ที่อาจมีช่องทางในการเรียกรับสินบน เช่น เรื่องของการเปิดทางให้เอกชนในการลงทุนหรือดำเนินการต่าง ๆ การจะจัดการคอร์รัปชันให้ได้ก็เป็นเรื่องยาก
ตัวอย่างง่าย ๆ คือเรื่องของการยอมจ่ายเพื่อให้การลงทุนทำธุรกิจง่ายขึ้น “นักลงทุนมักจะลงทุนเมื่อเขาเห็นโอกาสหรือความได้เปรียบ โดยทั่วไป วิธีที่ดีที่สุดคือการพัฒนานวัตกรรม การวิจัยและพัฒนาสินค้าบริการของธุรกิจ แต่ในประเทศที่มีคอร์รัปชัน เราสามารถใช้เงินซื้อความได้เปรียบในการแข่งขันได้” บรรยงกล่าว
เขาเสริมว่า สินบนเฉพาะใบอนุญาตก่อสร้าง รวม ๆ แล้วมีประมาณ 1 หมื่นล้านบาทต่อปี ในจำนวนนี้ 40-50% เกิดขึ้นใน กทม.
บรรยงเสริมว่า ทฤษฎีการคอร์รัปชันบอกว่า ตราบใดที่ผลประโยชน์ยังมากกว่าความรุนแรงของโทษและโอกาสที่จะได้รับโทษ คนก็จะยังโกงอยู่ ซึ่งจะเห็นว่า คนตัวใหญ่ ๆ ในไทยไม่เคยถูกลงโทษ ซึ่งนี่ถือเป็นช่องโหว่หลัก คือสถานการณ์ที่ ระบบนิเวศ (Ecosystem) ทำให้คนอยากโกง
มานะกล่าวว่า ที่คอร์รัปชันเกิดได้ง่ายในประเทศไทย เพราะผู้มีอำนาจ คนใหญ่คนโตในประเทศ ยินยอมและยอมรับให้มีการคอร์รัปชัน เนื่องจากมองผลประโยชน์ของตัวเอง เป็นต้นว่าเพื่อทำให้ตัวเองได้เปรียบในทางการเมือง หรือเพื่อให้มีเงิน หรือเพื่อให้มีเส้นสาย
เมื่อเป็นเช่นนั้นจึงทำให้ “ทุกคนในบ้านเรา ไม่ว่าจะเป็นข้าราชการหรือคนทั่วไป มีความคิดว่า ถ้าคนตัวใหญ่ทำได้ ทำไมฉันจะทำไม่ได้ เกิดเป็นระบบนิเวศที่เลวร้าย” เลขาธิการองค์กรต่อต้านคอร์รัปชันกล่าว
นิวัติไชย เกษมมงคล เลขาธิการ ป.ป.ช. เสริมว่า ในปีหนึ่ง ๆ การคอร์รัปชันในภาครัฐสร้างความเสียหายให้ประเทศไทยประมาณ 1 แสนล้านบาท
เขาบอกว่า งบประมาณของ ป.ป.ช. นั้นมีอยู่ 2.7 พันล้านบาท ซึ่งคิดเป็น 0.6% ของงบประมาณทั้งประเทศ ส่วนจำนวนเจ้าหน้าที่ปราบปรามมีอยู่เพียง 700-800 นาย ซึ่งต้องดูแลคำร้องเรียน 10,000 เรื่องใน 77 จังหวัดทั่วประเทศ
“เราต้องทำให้ประชาชนคนไทยเข้มแข็งและป้องกันคอร์รัปชัน เป็นผู้ตรวจสอบแทน ป.ป.ช. เพราะเรามีคนดูแลแค่ประมาณ 20 คนต่อจังหวัดเท่านั้น” นิวัติไชยกล่าว
ทำอย่างไรจะลดการคอร์รัปชันได้?
บรรยงบอกว่า แม้แต่ประเทศที่ได้อันดับที่ 1 ในดัชนี CPI ก็มีคะแนนเพียง 90-91 เท่านั้น ไม่สามารถกำจัดคอร์รัปชันให้เป็นศูนย์ได้ เพียงแต่ประเทศเหล่านั้นมีโครงสร้างหรือระบบที่ทำให้โกงยาก ป้องกันสิ่งที่เรียกว่า “โกงได้ตามสมควร”
เขาเสริมว่า ทฤษฎีคอร์รัปชันอีกทฤษฎีหนึ่งบอกว่า การคอร์รัปชันจะลดลงได้ ต้องลดอำนาจ (Monopoly) ลดการใช้ดุลยพินิจ (Discretion) และเพิ่มการรับผิดรับชอบ (Accountability)
รื่นวดี สุวรรณมงคล เลขาธิการ สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) เห็นด้วยว่า การลดการใช้ดุลยพินิจเป็นเรื่องที่สำคัญมาก เพราะดุลยพินิจเป็นสิ่งที่ทำให้เกิดการคอร์รัปชันได้ง่ายมาก ต้องมีเกณฑ์กติกาที่ชัดเจนกำหนดไว้ ลดโอกาสที่เจ้าหน้าที่รัฐจะมีโอกาสใช้ดุลยพินิจในการตัดสินใจดำเนินการใดที่สามารถเรียกรับสินบนได้
บรรยงบอกว่า การจะลดอำนาจรัฐ ลดดุลยพินิจ และเพิ่มความรับผิดรับชอบ ต้องใช้กระบวนการที่เรียกว่า “เทพ (TEPP)” ประกอบด้วย Transparency (ความโปร่งใส), Expertise (มีผู้เชี่ยวชาญร่วมตรวจสอบ), Participation (การมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน) และ Public (พลังของประชาชน)
เรื่องของความโปร่งใสนั้น รื่นวดีมองว่า เป็นหัวใจสำคัญ “ความโปร่งใสเป็นเหมือนแสงสว่างที่ฆ่าเชื้อโรคได้ ดังนั้นต้องมีการเปิดเผยข้อมูลทั้งหมดในเวลาที่เหมาะสม รวมถึงจากฝั่งของผู้ลงทุนเองด้วย พลังของผู้ลงทุนเองมีความสามารถในการป้องปรามการทุจริตได้ ผู้ลงทุนเป็นอีกพลังที่จะช่วยในการแก้ปัญหาคอร์รัปชัน”
ส่วนเรื่องของการนำผู้เชี่ยวชาญมาร่วมตรวจสอบนั้น เธอยกตัวอย่างการใช้ ผู้ตรวจสอบบัญชี (Auditor) ของบริษัทเอกชน มาช่วยในการตรวจสอบว่ามีกลโกงหรือการลักซ่อนอะไรเกิดขึ้นหรือไม่ หากไม่มีการตรวจสอบที่แม่นยำ ก็จะไม่พบการกระทำความผิด การจะยับยั้งการคอร์รัปชันใด ๆ ก็เป็นไปได้ยาก
ขณะที่ประเด็นการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วนและพลังของประชาชนนั้น เลขาธิการ ป.ป.ช. กล่าวว่า เดิมทีแล้วประเทศไทยพร้อมบังคับใช้กฎหมายจัดการกับผู้ที่ทุจริต แต่ปัญหาสำคัญอยู่ที่สังคมขาด “ผู้แจ้งเบาะแส (Whistleblower)”
“เรามีกฎหมายปราบปรามการทุจริตกว่า 200 มาตรา แทบจะมากที่สุดในโลก แต่มีปัญหาการบังคับใช้ ป.ป.ช.สามารถดำเนินการได้ แต่บางครั้งเราขาดหลักฐาน ไม่มีคนชี้ช่องเบาะแส ดังนั้นการสร้างความเข้มแข็งให้ประชาชนช่วยชี้ช่องเบาะแสจึงสำคัญ และรัฐต้องสนับสนุน คุ้มครอง สร้างประชาชนให้เข้มแข็ง ไม่กลัวภัยจากอำนาจหรือการข่มขู่ด้วยกำลัง” นิวัติไชยกล่าว
รื่นวดีเห็นด้วยกับการมีมาตรการคุ้มครองพยานหรือผู้แจ้งเบาะแส และบอกว่า ในกลุ่มบริษัทจดทะเบียนเอง ก็ได้มีการพัฒนามาตรการคุ้มครองพยานเต็มรูปแบบ เพื่อให้ในภาคเอกชนเองมีผู้ที่กล้าแจ้งเบาะแสการคอร์รัปชันมากขึ้น
อย่างไรก็ตาม มานะแย้งว่า เรื่องของการเสริมสร้างพลังให้ประชาชนนี้ยังมีอุปสรรคอยู่ โดยมีปัญหาที่เรื่องการเข้าถึงข้อมูล
เลขาธิการองค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน “เราบอกว่าประชาชนมีพลังในการจัดการกับคอร์รัปชัน แต่การเข้าถึงข้อมูลของหน่วยงานต่าง ๆ เพื่อสอดส่อง หลายหน่วยงานบอกว่าโปร่งใส แต่ข้อมูลเข้าถึงและนำไปใช้ยาก ประชาชนจะสู้ยังไง”
จากการเสวนาในวันนี้ เราจะพบว่า การจะแก้ไขปัญหาคอร์รัปชันให้ได้ มีคำตอบอยู่แล้วว่าเราต้องทำอะไรบ้าง ไม่ว่าจะเป็นการทำให้ทุกหน่วยงานโปร่งใสให้ได้ ต้องไม่มีการอ้างโน่นอ้างนี่แล้วปิดบังข้อมูล รวมถึงต้องมีผู้เชี่ยวชาญคอยตรวจสอบความผิดปกติ ทุกภาคส่วนต้องช่วยกันติดตามการเคลื่อนไหวของหน่วยงานต่าง ๆ และต้องสนับสนุนให้ประชาชนมีพลังมากพอที่จะชี้ช่องเบาะแสการทุจริตอย่างปลอดภัย
เราต่างทราบคำตอบเหล่านี้กันมาเป็นเวลานานพอสมควรแล้ว แต่ปัญหาสำคัญยังคงอยู่ที่ “การปฏิบัติจริง” ที่ยังไม่ทรงพลังและเป็นรูปธรรมมากพอ ซึ่งจากการเสวนานี้ ได้แต่คาดหวังว่า ทุกฝ่ายจะตื่นตัวครั้งใหญ่กันอีกสักครั้ง แล้วร่วมแรงร่วมใจกันดำเนินงานตามคำตอบที่ได้มาเหล่านี้
มิเช่นนั้นอีกสิบปีร้อยปี อันดับดัชนี CPI ของเรา ก็จะยังคงรั้งตำแหน่งค่อนไปทางท้ายอยู่อย่างนี้ เป็นหนึ่งในประเทศที่ความเชื่อมั่นเรื่องการคอร์รัปชันต่ำต่อไปจนชั่วลูกชั่วหลาน