พล.ต.อ.ต่อศักดิ์ สุขวิมล รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ระบุว่า จากการทำวิจัยของสำนักงานสอบสวนกลาง หรือ เอฟบีไอ หน่วยงานด้านข่าวกรองและความมั่นคงภายในของสหรัฐ พบว่า สาเหตุการสังหารหมู่มาจาก 3 ปัจจัย หรือ 3 ห่วง
คือ 1.ปัจจัยจากตัวผู้ก่อเหตุเอง เช่น มีความผิดปกติทางจิต,ความเปราะบางทางอารมณ์,หงุดหงิด,หดหู่,สิ้นหวัง,กลัว,โกรธ,อิจฉา,คุ้มคลั่งจากยา ความต้องการเรียกร้องความสนใจจากสังคม ต้องการสร้างบาดแผลให้สังคมมากที่สุด
2.ปัจจัยภายนอก หรือแรงกระตุ้นอื่นจากสังคม องค์กร แรงกดดันทั้งทางครอบครัว สังคม เศรษฐกิจ การถูกเอารัดเอาเปรียบ การหวาดระแวง
3.ปัจจัยที่เป็นสถานการณ์ที่ทำให้เกิดการคิดจะตอบโต้ในทันท่วงที
เมื่อ 3 ปัจจัยมารวมกันทำให้เกิดการก่อเหตุ ความเครียด คิดใช้ความรุนแรง ซึ่งส่วนตัวมองว่า การลงมือก่อเหตุเป็นการตัดสินใจมาแล้ว และน่าจะครบ 3 ปัจจัย ก่อนลงมือกับเผ้าหมายที่อ่อนแอที่สุด แต่เหตุจูงใจที่ไปก่อเหตุที่ศูนย์เด็กเล็กนั้นเป็นเรื่องที่ต้องตรวจสอบและศึกษาว่าปัจจัยภายนอกมีอะไรที่กดดันหรือไม่
ส่วนวิธีคิดของผู้ก่อเหตุนั้นที่ผ่านมาเอฟบีไอก็พยายามศึกษาว่าขณะก่อเหตุเกิดอะไรขึ้นกับสมองที่ทำให้ผู้ก่อเหตุไม่สามารถควบคุมตัวเองได้หรือไม่ แต่เนื่องจากผู้ก่อเหตุส่วนใหญ่มักจะโดนวิสามัญฆาตกรรม
แต่ไม่กี่เดือนที่ผ่านมาเพิ่งมีเหตุที่ชิคาโกและผู้ก่อเหตุถูกจับได้ เจ้าหน้าที่จึงได้นำตัวไปศึกษาถึงวิธีคิด
ส่วนกรณีนี้เบื้องต้นพบว่า จากวงจรปิดจากบ้านหลังหนึ่งเห็นภาพผู้ก่อเหตุขับรถไปก่อเหตุประมาณ 4 นาทีก็ย้อนกลับมา
และหลังเกิดเหตุแล้วจึงมีคนโทรแจ้ง 191 ขณะที่สถานีตำรวจนั้นอยู่ห่างจากจุดเกิดเหตุประมาณ 15 กิโลเมตร หากขับรถเร็วที่สุดก็น่าจะใช้เวลาประมาณ 10 นาที เป็นสิ่งที่ต้องคิดต่อว่าหากเกิดสถานการณ์เช่นนี้จะมีวิธีปฏิบัติอย่างไร
โดยมองว่าตำรวจก็เป็นส่วนหนึ่ง แต่การให้ความรู้กับเด็กก็เป็นสิ่งที่ต้องทำ อย่างเด็กในสหรัฐเพื่อให้มีความรู้ในการเอาตัวรอด แต่ในไทยยังไม่ได้ให้ความสำคัญมากนัก
โดยเมื่อช่วงเกิดเหตุกราดยิงชิงทองที่ลพบุรีปี 2563 ตนก็เชื่อว่าเหตุเช่นนี้มีโอกาสเกิดขึ้นอีก จึงประสาน
เอฟบีไอไปให้ช่วยอบรมเจ้าหน้าที่ประมาณ 80 คน แต่ตอนนั้นยังไม่ทันอบรมก็เกิดเหตุกราดยิงในห้างที่โคราชอีกในปีเดียวกัน ซึ่งตอนนี้ก็พยายามไปให้ความรู้ในโรงเรียนต่างๆ โดยใช้หลักสูตร วิ่งซ่อนสู้ แต่ก็ยังไม่ทั่วถึง
นอกจากนี้ไทยยังได้โควต้าจากเอฟบีไอไปอบรมเกี่ยวกับการรับมือกับเหตุรุนแรงลักษณะนี้ เพราะเชื่อว่า ปัจจุบันการใช้สื่อโซเชียลต่างๆ การดูหนัง หรือเล่นเกม จะทำให้เกิดพฤติกรรมการเลียนแบบมากขึ้นด้วย
อีกประเด็นที่ถูกสังคมวิจารณ์ คือการรับผู้ที่มีประวัติเกี่ยวข้องกับยาเสพติดเข้ารับราชการ ซึ่งกรณีนี้ มีข้อมูลว่า ผู้ก่อเหตุเคยยอมรับว่าเกี่ยวข้องกับยาเสพติดมาตั้งแต่เรียนมัธยม กระทั่งเข้ามาเป็นตำรวจก็ยังไม่เลิกพฤติกรรม
ล่าสุดมีการแชร์เอกสารศาลปกครองสูงสุด ที่มีคำพิพากษาให้ผู้สมัครสอบนักเรียนนายสิบชนะคดีที่ฟ้องร้องผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 5 เมื่อปี 2555 กรณีคณะอนุกรรมการพิจารณาคุณสมบัติฯ มีความเห็นว่าผู้เข้าสอบคนดังกล่าว ซึ่งเข้าสอบเมื่อปี 49 และปี 50 ไม่ผ่านคุณสมบัติ เนื่องจากเมื่อตอนอายุ 16 ปี เคยถูกดำเนินคดียาเสพติด จนศาลมีคำพิพากษาให้ รอกำหนดโทษ 1 ปี และคุมประพฤติ 1 ปี
แต่ผู้ฟ้องคดีเห็นว่า ไม่เป็นธรรมเพราะ สำนักงานตำรวจแห่งชาติกับหน่วยงานภายนอกได้เคยแก้ระเบียบการรับเยาวชนที่เคยกระทำผิดให้มีโอกาสเข้าทำงานหรือรับราชการได้ ประกอบกับกองทะเบียนประวัติอาชญากรได้นำประวัติออกแล้วจึงร้องศาลปกครองสูงสุด
ซึ่งท้ายที่สุดศาลเห็นว่าผู้ฟ้องกระทำผิดครั้งแรกในขณะอายุ 16 ปี โดยสถานพินิจรับรองว่าขณะคุมประพฤติผู้ฟ้องปฏิบัติตามระเบียบเคร่งครัด และมีใบรับรองแพทย์ไม่พบสารเสพติดในปัสสาวะ ถือว่าพ้นสภาพจากการใช้สารเสพติด และผู้เสพถือว่าเป็นผู้ป่วยมากกว่าอาชญากรประกอบกับคณะรัฐมนตรีมีมติเมื่อ 27 ก.พ.2550เห็นชอบให้ผู้เสพเข้าทำงานราชการได้ จึงมีคำพิพากษาให้คณะอนุกรรมการพิจารณาคุณสมบัติฯ เพิกถอนคำวินัยฉัยว่าผู้ฟ้องไม่ผ่านคุณสมบัติและรับเข้าเป็นนักเรียนนายสิบ