ประเด็นนี้ ผู้การแต้ม เล่าว่า ได้รับเสียงสะท้อนจากตำรวจหลายพื้นที่ว่า ในช่วงที่มีการแพร่ระบาดของยาเสพติดมากขึ้นและ หลังมีนโยบายให้ผู้เสพเป็นผู้ป่วย ตำรวจได้รับแจ้งให้เข้าจับคนคลั่งยามากขึ้น บางพื้นที่วันละ 2-3 ราย จนต้องพกไม้ง่ามไว้ประจำกาย
แต่ปัญหาที่พบคือ เมื่อส่งบำบัดโรงพยาบาลบางแห่งก็ปฏิเสธที่จะรับตัวผู้เสพไว้ โดยเฉพาะผู้เสพหน้าเดิมที่มีอาการซ้ำๆ ก็จะทำแค่ลงบันทึกไว้ และให้มารายงานตัว ซึ่งส่วนใหญ่ผู้เสพก็จะไม่กลับมารายงานตัว ทำให้ปัญหาวนกลับไปที่เดิม
นอกจากนี้ที่ผ่านมาก็เคยปัญหาว่า ตำรวจที่จับผู้เสพ ซึ่งจำเป็นต้องส่งตรวจสารเสพติดก่อน เพื่อแจ้งข้อหาเสพนั้น ต้องออกค่าใช้จ่ายในการตรวจสารเสพติดเอง ทั้งที่ไม่มีงบประมาณในเรื่องนี้
ส่วนที่พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี แต่งตั้งคณะกรรมการขึ้นมาแก้ปัญหายาเสพติด ผู้การแต้มมองว่า หากดูเจตนาก็เป็นเรื่องดี แต่มองว่าเป็นการแก้ปัญหาไม่ตรงจุด โดยมองว่า นายกฯควรจี้ลงไปให้หน่วยงานที่รับผิดชอบเดิมเข้มงวดกับการป้องกันยาเสพติดเข้าประเทศจะดีกว่า และหากเข้ามาแล้วก็ควรจะให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งตำรวจและฝ่ายปกครอง เอ็กซเรย์จับกุม เพราะต่างก็มีข้อมูลอยู่แล้ว
ซึ่งปัจจุบันทางสาธารณสุขมีการประเมินว่ามีผู้เสพในระบบที่เข้าบำบัดประมาณ 3 แสนคน ขณะที่ ป.ป.ส.ประเมินว่ามี 1.9 ล้านคน แต่ส่วนตัวประเมินว่ามีประมาณ 3 ล้านคน ซึ่งหากเสพแค่วันละ 1 เม็ดต่อคน ก็เท่ากับว่า จะต้องมียาบ้าเข้ามาอย่างน้อย 3 ล้านเม็ด แต่ในความเป็นจริงนั้นมีมากกว่านั้น ทำให้ยาบ้าเป็นของหาง่ายและราคาถูก คนเข้าถึงง่าย จึงแก้ปัญหาไม่ได้ พร้อมมองว่า ที่ผ่านมา รัฐบาลยุคนี้ไม่ได้โฟกัสที่จะแก้ปัญหาเรื่องนี้ ทั้งที่จริงยาเสพติดนั้นเป็นที่มาของทุกปัญหา
ส่วนหนึ่งสะท้อนได้จากราคายาบ้าที่ถูกกว่ารัฐบาลทุกสมัย ผู้การแต้ม ยังมองว่านโยบายผู้เสพเป็นผู้ป่วยนั้นมีที่มาจากการแก้ปัญหาผู้ต้องหาล้นคุก ซึ่งต้องใช้งบประมาณมาก และนโยบายเรื่องภาพลักษณ์ แต่ส่วนตัวมองว่ารัฐควรนำงบที่ใช้ในการบำบัดมาใช้ในการสร้างคุกเพื่อรองรับผู้ต้องหาจะดีกว่า เพราะเป็นการลดวงจรการกลับไปเสพยาและผู้เสพกว่าครึ่งก็มักกลับเข้าวังวน และยังเป็นผู้ค้าด้วย แต่ก็ไม่ใช่ว่าไม่เห็นด้วยกับนโยบายนี้ เพียงแต่กระบวนการที่มีอยู่นั้นยังไม่สามารถทำได้จริง