เอกสารราชการ จาก สำนักงานส่งกำลังบำรุง สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ส่งถึง หน่วยงานของรัฐหลายหน่วยงาน เมื่อ 5 เมษายน 2565 ระบุว่า เรียนเชิญเข้าร่วมโครงการจัดหาอาวุธปืน แม้จะเป็นเอกสารเมื่อช่วงต้นปี แต่แหล่งข่าวฝ่ายความมั่นคง ให้ข้อมูลว่า การชวนซื้อปืนสวัสดิการ จะมีมาเรื่อยๆ
ตามเอกสาร พบว่า มีการระบุว่า การจัดทำโครงการนี้ มีวัตถุประสงค์ เพื่อใช้ปฎิบัติหน้าที่ราชการและป้องกันชีวิตและทรัพย์สินของตัวเอง ภายใต้หลักการ 1 ราย 1 กระบอก
ท้ายเอกสารมีการแนบรูปปืนที่จะขาย พร้อมแนวทางและขั้นตอนการเข้าร่วมโครงการ ซึ่ง ผู้ที่มีสิทธิ์เข้าร่วมโครงการ ต้องเป็น ข้าราชการตำรวจ พนักงานราชการ ลูกจ้างในสังกัดสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ข้าราชการตำรวจบำนาณ รวมถึงข้าราชการทุกสังกัด กระทรวง ทยวง กรม และ พนักงานรัฐวิสาหกิจ
แม้ในเอกสารจะระบุว่า 1 ราย 1 กระบอก แต่ตามที่พีพีทีวี ได้ข้อมูลจากแหล่งข่าวที่เคยซื้อปืนผ่านโครงการนี้ ยืนยันว่า หลายคน ไม่ได้ซื้อแบบ 1 ราย 1 กระบอก เพราะ การจะซื้อขึ้นอยู่กับเงินในกระเป๋า หรือ บางคนซื้อโครงการนี้ 1 กระบอก เมื่อเปิดโครงการใหม่ก็ซื้ออีกได้ ไม่ได้มีข้อห้าม ว่า สามารถมีปืนได้แค่ 1 กระบอก
ทีมข่าวลองสำรวจในโลกออนไลน์พบข้อมูลว่า มีบริษัทเอกชนที่ขายปืนหลายแห่ง ทำโครงการร่วมกับสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เปิดขายปืนในโครงการสวัสดิการ บางเว็บไซต์ ระบุ รายชื่อ หน่วยงานที่สามารถเข้าร่วมโครงการได้
นอกจากนี้ ทีมข่าวได้พบข้อมูลคนที่เข้าร่วมโครงการได้ พบว่า มีตั้งแต่ ชุดรักษาความปลอดภัยหมู่บ้าน (ชรบ.) รองผู้บริหารท้องถิ่น, ประธานสภาท้องถิ่น,รองประธานสภาท้องถิ่น,เลขานุการผู้บริหารท้องถิ่น , ที่ปรึกษาผู้บริหารท้องถิ่น , ผู้เชี่ยวชาญ ผู้ชำนาญการ ผู้ช่วยผู้ดำเนินงานประจำตัวสมาชิกผู้แทนราษฎร และสมาชิกวุฒิสภา ,กรมศุลกากร , กรมสรรพสามิต , กรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ , กรมชลประทาน , กรมประมง ,กรมปศุสัตว์ , กระทรวงศึกษาธิการ , กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง และ กรมป่าไม้ เป็นต้น
พีพีทีวี สอบถามไปที่ พ.ต.อ.วิรุตม์ ศิริสวัสดิบุตร อดีตรองผู้บังคับการจเรตำรวจ เล่าว่า โครงการปืนสวัสดิการ ราคาถูกกว่าท้องตลาด คือ ปกติซื้อตามร้านค้า 1กระบอก อยู่ที่ 80,000-90,000 บาท แต่หากซื้อในโครงการสวัสดิการ จะเหลือประมาณ 30,000 บาท
ส่วนตัวมองว่า ปืนคืออาวุธที่ใช้ระงับยับยั้งเหตุ ไม่ใช่ทรัพย์สินที่ควรพกพา และ ไม่ควรเป็นสวัสดิการที่ใครๆก็สามารถซื้อได้โดยง่าย พ.ต.อ.วิรุตม์ ยกตัวอย่างว่า ตำรวจไม่จำเป็นต้องพกปืนทุกคน เช่น ตำรวจธุรการ ฝ่ายบัญชีการเงิน ไม่ใช่สายปฎิบัติการ ก็ไม่จำเป็นต้องใช้ปืน แต่ในความเป็นจริง เชื่อว่า แทบทุกคนมีปืนและซื้อในโครงการสวัสดิการ
อดีตรองผู้บังคับการจเรตำรวจ มองว่า ประเทศไทยมีความเข้าใจผิดในเรื่องของการพกพาอาวุธปืน ตำรวจเองหากไม่อยู่ในระหว่างปฎิบัติหน้าที่ ก็ไม่มีสิทธิ์พกพาอาวุธปืนไปในที่สาธารณะเหมือนกับประชาชนทั่วไป ซึ่งเป็นไปตาม พ.ร.บ.อาวุธปืน แต่ตอนนี้กลับพกปืนส่วนตัวเป็นเรื่องปกติซึ่งเป็นช่องโหว่ที่อาจทำให้เกิดเหตุรุนแรงจากเจ้าหน้าที่ได้เหมือนที่เห็นตามข่าว
ส่วนหลักเกณฑ์โครงการที่ระบุให้หน่วยงานอื่นเข้าร่วมการซื้อปืนสวัสดิการตำรวจได้ อดีตรองผู้บังคับการจเรตำรวจ มองว่าอาจเป็นเพราะความต้องการปืนของข้าราชการตำรวจในขณะนี้เริ่มน้อยลง หน่วยงานที่จัดซื้อจึงหาช่องทางกระจายปืนออก ซึ่งก็เป็นช่องว่างให้คนที่ไม่จำเป็นต้องใช้ปืนมีปืนไว้ในครอบครองด้วย
ส่วนตัวมองว่าควรยกเลิกการซื้อขายปืนสวัสดิการเพราะตำรวจมีปืนราชการเพียงพออยู่แล้ว สิ่งที่ควรทำคือสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนว่าไม่มีปืนก็ปลอดภัยจากอัชญากรรม และที่สำคัญมองว่าหากมีการครอบครองอาวุธปืนน้อยลงเหตุรุนแรงที่เกิดจากอาวุธปืนก็จะลดน้อยลงด้วย