นายพรชัย พูนล้ำเลิศ รักษาการกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท บางกอก มีเดีย แอนด์ บรอดคาสติ้ง จำกัด (PPTV HD 36) กล่าวว่า ตลอดเส้นทางของธุรกิจที่วีดิจิทัลในช่วง 7 ปี ที่ผ่านมาถือว่าทั้งเหนื่อยและหนัก หลังเปิดดำเนินการปีแรก ก็เกิดการปฏิวัติรัฐประหาร หลังจากนั้นก็ต้องมาเจอกับปัญหาเศรษฐกิจ สถานการณ์โรคระบาดโควิด - 19 และสงครามรัสเชีย-ยูเครน เรียกได้ว่ามีวาระให้เหนื่อยกันทุกปี
นับตั้งแต่เปิดสถานีมา เราแค่เสียบปลั๊กเปิดไฟในสตูก็ขาดทุนแล้ว ซึ่งยังไม่รวมกับความยุ่งยากของกฎระเบียบที่ กสทช. กำหนดขึ้น เช่น การเรียงช่อง แจกกล่อง แจกเสา มัสต์แฮฟ มัสต์แครี่ และดาวเทียม ซึ่งมีปัญหาเยอะมาก ต้องแก้ไขไปทีละเปลาะ เหมือนมีเลือดไหลอยู่ตลอดเวลา และอย่างที่ทราบกันดีว่า หลายช่องก็สู้ต่อไม่ไหว ในส่วนของพีพีทีวี แม้จะยังคงยืนหยัดทำหน้าที่เป็นผู้ผลิตสื่อที่ดี ได้รับคำชมมากมาย แต่คิดว่าในอีก 7 ปีข้างหน้า ไม่น่าจะมีการประมูลเกิดขึ้นแล้ว มันน่าจะเป็นเรื่องของการใช้หลักบิวตี้คอนเทสต์มากกว่า
กสทช.ไม่ควรกำหนดว่าต้องมีกี่ช่อง ใครมีความพร้อมและมีจุดประสงค์ที่ดี ก็สามารถเลือกจาก Proposal ได้เลย และควรบอกให้ชัดว่าถ้าเข้ามาทำแล้ว กสทช. จะให้การสนับสนุนอย่างไร เพราะกฎหมายรัฐธรรมนูญกำหนดอยู่แล้วว่าบริการทีวี เป็นบริการสาธารณะ ที่รัฐจะต้องจัดให้กับประชาชนให้รับทราบ และเข้าถึงข้อมูลหรือข่าวสาร ถ้าถึงวันนั้นแล้วไม่มีใครทำต่อ รัฐบาลก็ต้องทำเองอยู่ดี
ด้านนายพีระวัฒน์ โชติธรรมโม นายกสมาคมนักข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย กล่าวว่า 4 ปีที่ผ่านมาเราเผชิญวิกฤติ Disruption ครั้งแล้ว ครั้งเล่า จนแทบมองไม่เห็นแสงสว่างของทางออกในวิชาชีพ คนทำ Content ต้องเดินออกไปจากวงการสื่อ เดินออกจากวิชาชีพจำนวนมาก คนสื่ออีกจำนวนหนึ่งพยายามต่อสู้ที่จะรักษาวิชาชีพของตัวเอง หลายคนตั้งสำนักข่าวเล็กๆ อีกจำนวนมากพยายามปรับเพิ่มทักษะตัวเอง หรือ Re-skill และพยายามยืนหยัดอยู่ในองค์กรต่อไปให้ได้ สึนามิของวงการสื่อ ยังคงโหมกระหน่ำซ้ำเติม ทั้งภาพรวมอุตสาหกรรมและคนสื่อ ระลอกแล้ว ระลอกเล่า แต่สุดท้ายความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นบนโลกของแพลตพอร์มครั้งล่าสุด อาจเป็นสึนามิระลอกสุดท้าย ที่เป็นจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญ ซึ่งกำลังดึงความน่าเชื่อถือของวงการสื่อกลับมา เมื่อโลกของแพลตฟอร์มเริ่มจำกัดการเข้าถึงสื่อที่ไม่มีมาตรฐาน สื่อที่ขาดความน่าเชื่อถือ และสื่อที่ไม่สามารถแสดงตัวตนแห่งวิชาชีพ
เมื่อ G๐ogle เริ่มทำลาย Content ขยะออกจากระบบ และเริ่มใช้กระบวนการยกระดับ Content ที่มีคุณภาพให้ขึ้นมาติด Google เสิร์จ สำนักข่าวหลายสำนัก เริ่มโหยหาคนทำ Content คุณภาพ โหยหาคนสื่อที่มีประสบการณ์การทำสื่อแบบมืออาชีพ ระบบบรรณาธิการที่มีคุณภาพ กำลังจะกลับมาได้รับการยอมรับอีกครั้ง โลกของข่าวสารที่ขาดการวางแผน ขาดการกลั่นกรอง และขาดการทำงานเชิงระบบ กำลังถูกปฏิเสธทั้งจากแพลตฟอร์มและ Audiencesและนี่อาจเป็นข่าวดีและแสงสว่างครั้งแรก
ในรอบ 4 ปีของคนสื่อมืออาชีพ หลังเผชิญกับความมืดมนมายาวนาน
ขณะที่ ศ.ดร.พิรงรอง รามสูต กรรมการกิจการกระจายเสียงกิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) กล่าวถึงการส่องครึ่งทางทีวีดิจิทัล เจอวิกฤติหลายด้าน พลาดมาตั้งแต่ออกกฎหมายประมูล ซ้ำเติมด้วย "ดิจิทัล ดิสรัปชัน" และปัจจัยด้านการเมือง เสนอตั้งคณะทำงานร่วมกันเร่งแก้กฎหมายก่อนใบอนุญาตหมดอายุ อะไรที่เป็นบรอดแคสต์ การแพร่ภาพและกระจายเสียง เป็นประเด็นที่เกี่ยวข้องกับสังคมค่อนข้างสูง โทรคมนาคมคือแค่ท่อ ไม่ได้สนใจว่าอะไรอยู่ข้างใน
ขณะที่การแพร่ภาพ และกระจายเสียงเป็นเรื่องของเนื้อหาซึ่งเนื้อหาส่งผลอย่างชัดเจน เพราะฉะนั้นที่ไหนๆ ก็ไม่มีการประมูลใบอนุญาตโทรทัศน์ หรือวิทยุกระจายเสียงกันเป็นเรื่องที่ไม่มีประเทศไหนเขาทำกัน ที่กำหนดให้ใช้ วิธีการประมูลถือว่าผิดพลาดตั้งแต่ต้น และไม่มีประเทศไหนเขาใช้วิธีนี้กัน เนื่องจากกิจการ Broadcasting เป็นเรื่องของ กฎหมายไม่ได้ เพราะฉะนั้น คงต้องมีการแก้กฎหมายเนื้อหาที่เกี่ยวข้องกับการรับรู้ และพฤติกรรมของผู้คน ทีวีดิจิทัล อุตสาหกรรมสื่อ องค์กรวิชาชีพ และภาคประชา
สังคม และมีผลกระทบค่อนข้างสูง
ถ้าถามว่า แล้วอีก 7 ปีข้างหน้าจะทำอย่างไร พูดตรงๆ ว่า ก็ต้องมีการแก้กฎหมาย เพราะว่าตราบใดที่กฎหมายซึ่งกำหนดให้ กสทช. ต้องดำเนินการยังเขียน คำว่าต้องใช้การประมูลใบอนุญาตในกิจการโทรทัศน์และวิทยุกระจายเสียง กสทช.ก็ทำอะไรไม่ได้ เพราะขัดกฎหมายไม่ได้ เพราะฉะนั้น คงต้องมีการแก้กฎหมายทีวีดิจิทัล อุตสาหกรรมสื่อ องค์กรวิชาชีพ และภาคประชาสังคม ควรช่วยกันรณรงค์ ให้เกิดการแก้กฎหมายได้แล้ว เพราะเหลือเวลาอีกไม่มาก ซึ่ง กสทช.ก็เห็นถึงผลกระทบ และไม่อยากจัดประมูลแล้ว แต่เนื่องจากเป็นองค์กรกำกับดูแลและเป็นผู้ใช้กฎหมาย จึงไม่สามารถเสนอแก้กฎหมายเองได้