สมาคมโทรทัศน์ระบบดิจิตอล ประเทศไทย ร่วมกับสมาพันธ์วิชาชีพวิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์ สภาวิชาชีพกิจการการแพร่ภาพและการกระจายเสียง (ประเทศไทย) และภาคีเครือข่าย จัดงาน TV DEMAND GENERATOR LEADERSHIP FORUM 2026 เวทีที่รวมผู้นำจากอุตสาหกรรมโทรทัศน์ มีเดีย การตลาด และการวัดผล เพื่อแลกเปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับการสร้าง Demand และการเปลี่ยนพลังของ Content ให้กลายเป็น Business Outcome โดยผู้บริหารของพีพีทีวีได้ร่วมงานในครั้งนี้ด้วย นำโดย นายเสถียร วิริยะพรรณพงศา ผู้ช่วยกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ฝ่ายข่าว
ภายในงานมีตัวแทนผู้บริหารจากช่องต่าง ๆ ร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับการเติบโตและการปรับตัวของสื่อในยุคปัจจุบัน โดยช่วงหนึ่งของการเสวนา ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.เอกก์ ภทรธนกุล นายกสมาคมการตลาดแห่งประเทศไทย ได้ร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองถึงประเด็น “ทีวีจะตาย” ว่า จริง ๆ แล้วไม่ควรต้องตั้งคำถามด้วยซ้ำว่าทีวีกำลังจะตาย เพราะตนเองไม่เคยรู้สึกเดือดร้อนกับประเด็นดังกล่าว แต่กลับตั้งคำถามว่า ทำไมจึงมีคนพูดคำว่า “ทีวีกำลังจะตาย” กันเป็นจำนวนมาก
หากย้อนกลับไปดูประวัติของประเด็น “ทีวีจะตาย” พบว่า เริ่มมีการพูดถึงอย่างจริงจังประมาณปี 2012 ซึ่งเป็นช่วงที่ Digital Ads เริ่มเข้ามามีบทบาทมากขึ้น เมื่อ Digital Ads เติบโต ก็เริ่มเกิดคำพูดว่า “Death of TV”, “TV will die” หรือ “TV is going to die” โดยเริ่มเห็นคำพูดเหล่านี้มากขึ้นในช่วงปี 2012 และดังมากขึ้นประมาณปี 2014
เหตุผลในช่วงแรกมาจากการมองว่า เม็ดเงินโฆษณาจะย้ายจากโทรทัศน์ไปอยู่บนเว็บไซต์ โดยเฉพาะ Facebook Ads เมื่อโฆษณาดิจิทัลมีพื้นที่มากขึ้น ก็มีการตั้งคำถามว่า เมื่อโฆษณาไปอยู่บนโลกออนไลน์แล้ว ทีวีจะอยู่ได้อย่างไร และมีการเปรียบเทียบว่า ระหว่างการโฆษณาบนทีวีกับนอกทีวี อะไรมีประสิทธิภาพมากกว่ากัน
ต่อมาในช่วงปี 2020 กว่า ๆ ก็มีการพูดถึง TikTok และมีสื่อหนึ่งพาดหัวในทำนองว่า “TV is dead” อีกครั้ง เท่ากับว่าทีวีถูกประกาศว่าตายมาแล้วหลายรอบ แต่จนถึงวันนี้ก็ยังไม่ตาย
เมื่อไปดูข้อมูลกลับพบว่า แบรนด์ที่ใช้เงินโฆษณาผ่านโทรทัศน์ในระดับโลกอันดับต้น ๆ เช่น P&G ซึ่งไม่น่าแปลกใจ เพราะเรายังเห็นแบรนด์ขนาดใหญ่จำนวนมาก จึงเกิดคำถามว่า หากทีวีเป็นสื่อที่ “ตายแล้ว” จริง แบรนด์ระดับโลกเหล่านี้จะยังลงทุนกับทีวีอยู่หรือไม่ และแบรนด์เหล่านี้จะตัดสินใจลงทุนกับสื่อที่กำลังจะตายจริงหรือไม่ คำตอบคือไม่น่าใช่
หากมองจากมุมของสมาคมการตลาดแห่งประเทศไทย นักการตลาด นักสร้างแบรนด์ และนักวิชาการ จึงสามารถสรุปได้ว่า ทีวีจะไม่ตายง่าย ๆ เพราะทีวีมีคุณสมบัติ 3 ประการที่สื่ออื่นทดแทนได้ยาก ดังนี้
- Universal Media เป็นสื่อที่สร้างประสบการณ์ร่วม ทำให้คนจำนวนมากสามารถรับชมเนื้อหาเดียวกัน และมีเรื่องเดียวกันเป็นจุดร่วมในการพูดคุย
- Companion Media เป็นสื่อที่ทำหน้าที่เสมือนเพื่อน สามารถเปิดทิ้งไว้และสร้างความรู้สึกคุ้นเคย อยู่เป็นเพื่อนผู้ชมในชีวิตประจำวัน รวมถึงช่วยสร้างความเป็นเพื่อนระหว่างแบรนด์กับผู้บริโภค
- Trusted Media เป็นสื่อที่ช่วยสร้างความน่าเชื่อถือ ความชอบธรรม และ Brand Trust ซึ่งเป็นสิ่งที่แบรนด์ต้องการในระยะยาว ไม่ใช่เพียงยอดขายในระยะสั้น และเป็นสิ่งที่สื่อออนไลน์มีได้ยาก
ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.เอกก์ ย้ำว่า แม้ตลอดหลายปีที่ผ่านมาจะมีการประกาศว่าทีวีกำลังจะตายมาแล้วหลายครั้ง ทั้งจากการเกิดขึ้นของ Digital Ads, Netflix, YouTube และ TikTok แต่จนถึงวันนี้ทีวียังคงอยู่ เพราะทีวียังมีคุณสมบัติเฉพาะตัวที่ตอบโจทย์ทั้งในระดับบุคคล ระดับครอบครัว ระดับแบรนด์ และระดับสังคม
ทีวีจึงไม่ใช่เพียงสื่อที่ขายโฆษณา แต่เป็น Universal Media, Companion Media และ Trusted Media และด้วยคุณสมบัติทั้ง 3 ประการนี้ ทำให้ทีวียังเป็นสื่อที่มีความสำคัญ และไม่มีวันตายได้ง่าย ๆ